กระบี่ไร้ยางอาย ตอน ๑๔ : อันเกิดดับหมุนเวียน

 

clip_image002

ตอน ๑๔ : อันเกิดดับหมุนเวียน

ภายในโถงเรือ

มิเพียงมีแต่ผู้คนที่เรียกตนว่าใต้เท้า เถ้าแก่ผู้มั่งมีก็เดินทางมายังเรือสำราญแห่งนี้เช่นกัน บ่าวไพร่ติดตามผู้เป็นนายราวกับเป็นอาภรณ์ประดับบารมีผู้คน

ผู้คนย่อมกินดื่ม และเฝ้าอวดโอ้ความมั่งมีของตน บ้างสวมใส่อาภรณ์สีสันประหลาดทับซ้อนไปหลายชั้น อีกทั้งมากมายด้วยเครื่องประดับ หรือตำแหน่งยศที่พอจะสามารถประดับไว้ให้ใครต่อใครแลเห็น มองไปคล้ายคนเสียสติ แต่ก็ยังมีผู้คนคอยยกย่องรอบข้าง คนเหล่านี้มักมีสภาพไม่แตกต่างกัน ย่อมนับรวมได้ว่าเป็นผู้คนจำพวกเดียวกัน

แต่นางหาก็ได้เหลือบแล สายตาของนางกวาดไปรอบอย่างเชื่องช้า มั่นคงราวกับกำลังค้นหาบางสิ่งบางอย่าง ผิดกัน บัณฑิตธนูทองกลับชมชอบที่จะเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของผู้คนเหล่านี้ มันกลับมีแววตาที่แตกต่างไปจากนาง ดวงตาของมันมีประกายฉายแววแห่งการสงสัยใคร่รู้ เป็นได้ว่ามันเพียงต้องการศึกษาเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษเหล่านี้

“ท่านคิดว่าคนเหล่านี้เมื่อก่อนนั้นเป็นเช่นไร”

นางยิ้มเล็กน้อย คำถามนั้นคล้ายเป็นการเย้ยหยันผู้คน “ผู้คนก่อนนี้ก็เหมือนกัน ปลายสุดก็เหมือนกัน”

บัณฑิตธนูทองฉงนสงสัยในคำตอบของนาง “อย่างไรกัน ท่านไฉนไม่คลี่คลายให้ความกระจ่าง”

“ผู้คนแรกเกิดมีเพียงร่างกายเปล่าเปลือย เมื่อหายใจเข้าไปย่อมสะสมพลังชีวิตจากธรรมชาติ ระหว่างทางนั้น ส่วนขาดส่วนเกินล้วนแล้วเกิดจากปัจจัยรายรอบหนุนนำ เกิดความมีและไม่มี ทว่าในปลายสุดล้วนแล้วต้องปล่อยว่าสิ่งที่สะสมมานับแต่แรกเกิดกลับคืนสู่ธรรมชาติ กำเนิดย่อมเหมือนกัน สิ้นสุดก็มิได้แตกต่าง”

“โอ่ – นี่ถ้าข้าพเจ้าหลับตาสนทนากับท่าน คงหลงเข้าใจว่ากำลังวิสัชนากับนางชีผู้มีกลิ่นกายแห่งบุปผา” มันหยุดครู่หนึ่ง โปรยยิ้ม จากนั้นกล่าวออกมาอย่างเคร่งขรึม

“ผู้คนเมื่อตายดับ กลับมีเพียงความดีงามที่สร้างไว้แต่หนหลัง นั่นเป็นสิ่งวัดความแตกต่างของการมีชีวิต คนพวกนี้ก่อนนั้นเคยเป็นเช่นผู้คนธรรมดาสามัญ เมื่อพบช่องทางของความรุ่งโรจน์ ต่างกระโจนเข้าใส่ กอบโกยไว้เป็นของตน”

นางยิ้มเล็กน้อย จากนั้นไม่กล่าวอันใดต่อจากนั้น สายตาจับจ้องไปที่คนกลุ่มหนึ่ง หนึ่งในนั้นย่อมมีใต้เท้าหม่ายืนอยู่เบื้องหน้า

ใต้เท้าหม่ายืนมองนางห่างออกไปไม่กี่ก้าว กลับมีสีหน้ากระวนกระวายใจยิ่งนัก ไม่นานนักจึงมีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาใต้เท้าท่านนั้น คนผู้นี้มองไปคล้ายเป็นพ่อบ้านประจำเรือ ที่ติดตามมายังมีองครักษ์สามสี่คนในชุดสีน้ำเงินคราม ชายผู้มาถึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ใต้เท้าหม่าพยักหน้าหนึ่งครา จากนั้นท่านคล้ายกำลังก้าวเท้าตามชายผู้นั้นออกจากห้องโถงรับรอง

ผู้คนมากมายในห้องมองตามใต้เท้าหม่า คล้ายต้องการล่วงรู้ความเคลื่อนไหวของคนผู้นี้เป็นพิเศษ กระดังงาอัคคีก็เช่นกัน นางเชิดใบหน้าเล็กน้อย มองตามหลังใต้เท้าหม่า ใต้เท้าคล้ายกับสัมผัสรู้ว่านางกำลังเฝ้ามอง ท่านถึงกับหันมามองนางอีกครา

ในแววตาของนาง ในแววตาของใต้เท้า

ระหว่างนางกับใต้เท้าหม่าคล้ายมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น รอยยิ้มของนางสงบ ใต้เท้าหม่ามองผ่านมาในดวงตานาง ท่านพบเห็นรอยยิ้มนาง สีหน้าของท่านพลันแปรเปลี่ยน นั่นเป็นรอยยิ้มที่ท่านไม่มีวันลืมเลือนได้ตลอดชีวิต ดวงตาท่านพลันหดหู่ จากนั้นท่านหันหลังกลับและเดินตามชายผู้นั้นออกไปอย่างรีบเร่ง ส่วนนาง นางมิเคยลืมแววตาอันหวาดหวั่นคู่นั้นเช่นกัน

แววตานั่น ที่ทำให้นางต้องมายืนอยู่ ณ จุดนี้

เช่นกัน ใต้เท้าหม่าท่านเองก็มิเคยลืมเลือนประกายตาเยือกเย็นเช่นนั้น แววตาที่ไม่อาจไขว่คว้าอันใดภายในนั้นได้ ราวกับว่าสามารถกลืนกินทั้งสิ่งทั้งปวงในโลกหล้าให้หายลับไปกับตา

เป็นแววตาแบบเดียวกันกับมารเฒ่าตนนั้น มารเฒ่าอันได้ฉายาว่า ไร้ร่องรอย

‘เล่าอู๋เฟิง’ ใต้เท้าลอบกล่าวชื่อคนผู้นี้ในใจ พลันคิดย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีต

๐๐๐

ขุนเขาไร้ร่องรอยครั้งเมื่อยี่สิบปีก่อน

อู๋เฟิงทอดตามองเวิ้งฟ้าเบื้องหน้า ขณะนั้นฟ้ามีสีคราม เป็นฟ้าที่กำลังเข้าสู่ความมืดมิด นอกจากความว่างเปล่าแล้ว มีเพียงอู๋เฟิงและเล่าเติ่ง

อู่เฟิงสามารถเฝ้ามองความว่างเปล่า เป็นเวลาเนิ่นนาน เนิ่นนานเท่าที่มันต้องการ ทว่าเล่าเติ่งกลับรู้สึกรุ่มร้อน มันเฝ้ามองแผ่นหลังอันบอบบางของอู๋เฟิง

คนผู้นี้มีรูปร่างไม่ใหญ่โต และหาได้มีลักษณะอันใดที่โดดเด่นในด้านยุทธ์ เส้นผมทั้งศีรษะเป็นสีขาวราวกับปราชญ์เมธีโบราณ มือเล็กบางแต่อ่อนโยนอบอุ่นทิ้งลงข้างลำตัว ข้างกายมีกระบี่สองด้าม ด้ามหนึ่งคือกระบี่สีดำสนิท และอีกด้ามหนึ่งเป็นสีขาวราวงาช้าง

กระบี่ทั้งสองไร้สิ่งใดห่อหุ้ม อู๋เฟิงมิได้เหลือบแลกระบี่ กลับเป็นเล่าเติ่งที่จ้องมองกระบี่ทั้งสองไม่วางตา มันคล้ายล่วงรู้ความเป็นมาของกระบี่ขาวดำทั้งสอง เป็นกระบี่ธาตุมารผลึกเทวะ อันเป็นกระบี่อันดับหนึ่งแห่งเซครา กล่าวขานเป็นตำนานจนมิรู้ว่าผู้ใดเป็นผู้สร้าง แม้แต่เทพศาสตรารุ่นที่หนึ่งก็มิอาจให้ความกระจ่างในเรื่องนี้

ต่อหน้ากระบี่ทั้งสอง หากเป็นชาวยุทธ์ที่ลุ่มหลงในยอดศาสตราย่อมไม่อาจนิ่งเฉยได้ เล่าเติ่งก็เช่นกัน มันเป็นชาวยุทธ์ผู้หนึ่ง ฝึกฝนวรยุทธ์เพื่อบรรลุถึงขีดสุดแห่งความเป็นความตาย ชัยชนะและลาภยศ เพียงแต่อะไรกันที่สามารถสยบท่วงท่าของเล่าเติ่งผู้กระหายชัยชนะได้

“ท่านผู้อาวุโส คนบางพวกแสวงหาสันติภาพบนชัยชนะ”

เล่าเติ่งสามารถกล่าวออกมาหลังจากเงียบงันเนิ่นนาน อู๋เฟิงยังคงนิ่งเงียบไม่มีคำกล่าวใดยังคงเหม่อมองความว่างเปล่าเบื้องหน้าสืบไป

ขณะนั้นเอง บังเกิดเสียงครืนครามสะท้านไปทั้งบริเวณในเบื้องล่าง เสียงสับเท้าก้าวเดินของมวลชนนับหมื่นนับแสน เสียงนั้นทำให้เล่าเติ่งต้องก้าวเท้าออกมายืนเคียงข้างอู๋เฟิง มองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น หรี่ตาลงเล็กน้อย ริมฝีปากบังเกิดรอยยิ้มให้กับการเคลื่อนไหวขณะนั้น มันกล่าวออกมาอย่างช้าๆ

“พวกมันมาถึงขุนเขาไร้ร่องรอยจนได้”

เบื้องล่าง ผู้คนนับพันนับหมื่น ในกลุ่มคนมากมายที่เดินเรียงหน้าเป็นแถว ในหนึ่งแถวนำหน้าด้วยธงหลากสีโบยสะบัด แต่งเติมหมึกสีตรงข้ามบนผืนผ้าใบด้วยอัตตาและเจตจำนง ฟังเสียงกล้องศึกลั่นระงมไปทั่วบริเวณ ผู้คนฮึกโหมเพราะปลุกใจตัวตนตลอดเวลา ทุกผู้ทุกนามล้วนกู่ร้องโดยพร้อมเพรียง

“ธรรมะย่อมชนะอธรรม ธรรมะย่อมชนะอธรรม ธรรมะย่อมชนะอธรรม…”

เล่าเติ่งรับฟังถ้อยความเหล่านั้นแล้วกลับทอดถอนใจ สีหน้าหม่นหมอง มือข้างหนึ่งยกขึ้น คล้ายเป็นการส่งสัญญาณ ผาหินรายรอบที่ราบเนินดินอันมืดมิด พลันปรากฏประกายแวววาวทั่วทุกสารทิศ เป็นเงาแสงของพระจันทร์ยามอัสดงสะท้อนออกมาในความมันปลาบของโลหะจากปลายเกาทัณฑ์

ขณะนั้น ทั่วทั้งบริเวณมองไปคล้ายมีดวงดาวมากมายขับแสงกระพริบวิบวับไม่มีหยุด ดุจดั่งดวงดาราประดับพราวพรายไปทั่วทั้งขุนเขาไร้ร่องรอย

อู๋เฟิงมองผู้คนมากมายเบื้องล่าง หันมากล่าวกับเล่าเติ่ง ด้วยใบหน้าและน้ำเสียงราบเรียบ

“เล่าเติ่งไฉนท่านกลับนำผู้คนมามากมาย”

“พวกมันคิดเดินทางมาแย่งชิงกระบี่ธาตุมารผลึกเทวะ ท่านผู้อาวุโสอู๋มีอันตราย ศิษย์ในพรรคของเราพร้อมยินดีเสี่ยงชีวิตกับพวกมัน”

อู๋เฟิงเพียงยินชื่อกระบี่ กลับทอดถอนใจ กล่าวออกอย่างเชื่องช้า

“กระบี่ทั้งสองนี้ผิดแผกแตกต่างจากกระบี่ทั่วไปในใต้หล้า เรากลับคิดหาวิธีทำลายมันมิได้เสียที”

กล่าวถึงตรงนี้ อู่เฟิงเพียงขยับฝ่ามือคล้ายกรงเล็บ ขยับปลายนิ้วเข้ามาหากันเล็กน้อย กระบี่ทั้งสองพลันเกิดเสียงเปรี้ยงปร้าง คมกระบี่แหลกสลายไม่มีชิ้นดี ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นต่อหน้าผู้คน คล้ายกับต้องไถ่ถามตนเองว่ายังคงหลับฝันอยู่หรือไม่

ที่น่าประหลาดกว่ากระบวนท่าของอู๋เฟิง กลับเป็นตรงที่ เพียงหนึ่งชั่วลมหายใจเท่านั้น กระบี่ทั้งสองกลับสมานรอยแตกเมื่อครู่จนสิ้น ราวกับว่าไม่เกิดเรื่องราวอันใดเมื่อครู่ “เจ้าดู” อู๋เฟิงกล่าวขึ้นและชี้ให้เล่าเติ่งมองดูสิ่งที่เกิดขึ้น

“กระบี่มารนี้สมานตัวเองเพียงเพราะรับเอาพลังด้านลบของผู้คนเข้าไป ส่วนกระบี่ผลึกเทวะด้ามนี้รับเอาพลังความมุ่งมั่นในด้านบวกของผู้คนเข้าไว้ จึงสามารถผสานขึ้นใหม่ได้”

อู๋เฟิงเงียบงันชั่วครู่จึงกล่าวต่อ “สรรพสิ่งล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนแปร จากความมืดสู่แสงสว่าง จากมีสู่ความสูญสิ้น ที่มีล้วนไม่มีในที่สุด กระบี่ทั้งสองไม่อาจทำลายได้ด้วยเพราะกระแสของโลกยังคงกอปรไปด้วยความมืดและความสว่าง”

ขณะที่อู๋เฟิงกล่าว เสียงกู่ร้องของผู้คนยังก้องไปทั่วบริเวณ ที่เชิงเขาพลันปรากฏเงาร่างผู้คนกลุ่มหนึ่งควบอาชาอย่างเร่งร้อน ทิศทางย่อมเป็นทิศทางเดียวกับที่อู๋เฟิงและเล่าเติ่งดำรงอยู่

เล่าเติ่งเห็นเช่นนั้นยื่นฝ่ามืออกคล้ายเป็นสัญญาณ พริบตาเดียวก่อเกิดแสงดาววูบวาบไปทั้งสองข้างทาง เป็นห่าเกาทัณฑ์ชุดหนึ่งพุ่งแหวกอากาศอย่างเร่งร้อน ทว่าสภาวะขณะนั้นกลับแปรเปลี่ยน

อู๋เฟิงเพียงขยับฝ่ามือ กระบี่ธาตุมารพลันแล่นทะยานออกคล้ายถูกบังคับควบคุม กระบี่ถูกซัดออกด้วยกระบวนท่าลี้ลับ คมกระบี่กรีดอากาศเป็นริ้ว เกาทัณฑ์ทั้งหมดที่แหวกอากาศเข้าหาคนกลุ่มนั้นพลันเปลี่ยนทิศทาง กระแสเกาทัณฑ์หันเหไปยังทิศทางเดียวกับกระบี่ธาตุมาร จากนั้นกลืนหายไปในความมืดมิด

เล่าเติ่งมองสิ่งที่เกิดขึ้น มันหันไปทางอู๋เฟิง ความรู้สึกตึงเครียดแผ่ไปทั่วทั้งบริเวณ กระบี่ธาตุมารสีดำกลับคืนสู่ข้างกายอู๋เฟิงตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดทราบ

อู๋เฟิงยิ้มแย้มกล่าวออกว่า “เล่าเติ่ง ท่านอย่าได้กลัวให้มากนักเลย สหายเหล่านั้นเพียงต้องการกระบี่ ”

สิ้นคำของอู๋เฟิง ขบวนม้าที่ห่อมาแต่เชิงเขาพลันรั้งไว้ห่างจากคนทั้งสองเพียงสี่ห้าช่วงคน หนึ่งในนั้นกล่าวออกด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ “ท่านประมุขอู๋ กระบี่มารทั้งสองหกสำนักกระบี่มาน้อมรับถึงที่แล้ว”

เล่าเติ่งแค้นเสียงตะเบ็งออกบ้าง “โอหัง อยู่ต่อหน้าท่านผู้อาวุโสยังไม่ทำการคารวะ ยังมีหน้าทวงถามสิ่งของ”

อู๋เฟิงไม่ว่ากระไร เดินสู่เบื้องหน้าผู้คนที่นั่งอยู่บนม้า ท่านเพียงเอามือลูบใบหน้าอาชาสีดำตัวหนึ่ง เหล่าอาชาที่เหลือพลันนั่งลงโดยพร้อมเพรียง ผู้คนทั้งหมดคล้ายกับเสียการทรงตัวล้มครืนไปตาม ๆ กัน

“กระบี่มารอยู่ตรงนี้แล้ว รบกวนท่านทั้งหลายนำไป”

ยังมิทันที่อู๋เฟิงจะกล่าวจบ คนผู้หนึ่งเตะเท้าท่องออกสู่เบื้องหน้า คิดหมายหยิบฉายกระบี่มาร เมื่อร่างของคนผู้นั้นทิ้งลงตรงเบื้องหน้าอู๋เฟิง มือข้างหนึ่งจับไปที่กระบี่ คิดดึงมันขึ้นมากลับพบว่าที่หยิบจับขึ้นมานั้นเป็นกระบี่หนึ่งด้าม กระบี่มาอีกด้ามยังคงอยู่ที่เดิม เป็นว่าบัดนั้นมีกระบี่มารสองด้ามแล้ว

“นี่เป็นลวดลายอันใด?” ผู้ถือกระบี่ธาตุมารกล่าวออกด้วยความตระหนก จากนั้นใช้มืออีกข้างคว้าจับเอากระบี่ที่ปักอยู่ตรงพื้นอีกครา

ผลที่เกิดกลับเป็นเช่นเดิม ขณะนี้กระบี่มารสีดำก่อเกิดอีกด้าม เป็นกระบี่ธาตุมารสามด้าม คนที่เหลือข้างหลังถึงกับยืนนิ่งมองดูสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยอาการหวาดหวั่น มีเพียงคนผู้หนึ่งเท่านั้นที่ดูเหมือนจะไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมา

คนผู้นี้แต่งกายด้วยเครื่องแบบนักรบ ใบหน้าของคนผู้นี้มีความเป็นผู้นำฝังอยู่ในใบหน้าและท่วงท่าที่แสดงออกทุกขณะที่ก้าวเดินออกมา เมื่อก้าวเท้าออกมาจนอยู่เบื้องหน้าอู๋เฟิงกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงคารวะนอบน้อม

“ข้าน้อยหม่าหลงฮวย คารวะเล่าอู๋เฟิง ได้ยินกิตติศัพท์ของท่านผู้อาวุโสมานาน ครั้งนี้ได้มีโอกาสชื่นชมฝีมือ นับว่าเป็นวรยุทธ์พรรคมารอันเร้นลับ”

อู๋เฟิงยิ้มอีกครา กล่าวออกบาง “ที่แท้ใต้เท้าหม่านั่นเอง ดูเหมือนว่า หกสำนักเคลื่อนไหวหนนี้มีคนของทางการให้การสนับสนุนอีกแรง ลำบากพวกท่านจริง ๆ”

ใต้เท้าหม่ายังคงรักษาอาการสงบเยือกเย็น “เรียนท่านผู้อาวุโสตามตรง ด้วยกำลังฝีมือของท่านขณะนี้ ข้าพเจ้าเองก็ลำบากใจไม่น้อย คิดเห็นว่าหากไม่เข้าจัดการควบคุม ยุทธ์ภพฝ่ายธรรมะคงไม่อาจนอนหลับโดยสงบในยามค่ำคืน”

“ฮ่าๆ ใต้เท้าหม่ากล่าวยกย่องเกินไปแล้ว เป็นพวกท่านเกรงกลัวกันไปเองกระมัง ยอดฝีมือฝ่ายธรรมะมากมายก็ทำให้พวกเราไม่อาจนอนหลับไหลในยามค่ำคืน”

อู๋เฟิงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงทดท้อ ขณะนั้นฝ่ามือทั้งสองปรากฏกระบี่ธาตุมารผลึกเทวะ จากนั้นท่านจึงกล่าวต่อไปว่า

“กระบี่ทั้งสอง ใช่เป็นว่าเราอยากจะครอบครอง หากแต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เราอยากกระทำต่อกระบี่ขณะนี้คือทำลายมันให้สิ้น แต่ เราก็ยังไม่สามารถกระทำได้” ท่านหยุดนิ่งครู่หนึ่ง สายตาของท่านเหม่อมองขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง ยินเสียงผู้คนกู่ร้องปลุกเร้าจิตใจตนเองให้ฮึกโหมตลอดเวลา ท่านระบายลมหายใจอีกคราค่อยกล่าวต่อ

“กระบี่อันร้ายกาจนี้มีเพียงสอง ท่านว่าจริงหรือไม่ที่หกสำนักในภายภาคหน้า หากพรรคมารเราสลายตัว พวกเขาเหล่านั้นกลับแบ่งภาคกันเองเพื่อแย่งชิงกระบี่อีกคราหนึ่ง เรื่องราวจะเป็นเช่นนี้หมุนเวียนไม่รู้จักจบจักสิ้น

จากธรรมะเพียงหนึ่งเดียวแปรเปลี่ยนเป็นฝ่ายธรรมะสองสาย ยาวนานเรื่อยไปไม่มีผู้ใดจำความได้ว่าเรื่องราวความขัดแย้งก่อเกิดมาด้วยเหตุประการใด กลับกลายเป็นการบ่มเพาะฝ่ายอธรรมและธรรมะในอีกยุคสมัยหนึ่ง”

ใต้เท้าหม่ารับฟังอู๋เฟิงถึงกับทอดถอนใจ กล่าวขึ้นบ้าง “เป็นอันว่าท่านไม่คิดมอบกระบี่ทั้งสองให้กับฝ่ายใดเลย แล้วท่านคิดเอาอะไรยับยั้งวังวนแห่งนี้เล่า?”

อู๋เฟิงนิ่งงันไปห้วงขณะ กล่าวออกไปอย่างเชื่องช้า “ขณะนี้เราเองก็ยังคิดไม่ออก หากแต่มีความคิดเดียวที่สามารถกระทำได้ในขณะนี้”

“วิธีการอันใด?”

“รักษาสมดุลย์ ดำรงมารและเทวะไว้โดยพันธะสัญญา”

“ด้วยการกระทำเช่นไร?”

“เราคิดนำพรรค์มารออกนอกกำแพงเมือง ล่วงสู่ขุนเขาไร้ร่องรอย กระบี่ทั้งสองเรายังคงมิอาจมอบให้กับผู้ใด ซึ่งเราบอกต่อท่านแล้วว่า เรายังคงคิดทำลายมันอยู่ เช่นนั้นเราเองยิ่งต้องแสดงความน้อมคารวะไมตรีที่เหล่าท่านทั้งหลายชักนำผู้คนมากมายมาส่งข้าพเจ้าถึงเชิงเขา”

อู๋เฟิงกล่าวจบ ใต้เท้าหม่ายังคงอยู่ในอาการเคลือบแคลงสงสัย ชั่วครู่จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วทางฝ่ายเราได้ประโยชน์อันใด?”

อู๋เฟิงยิ้ม ท่านก้าวเท้าออกเดินไปเบื้องหน้าเชิงเขา มองไปเบื้องล่างกล่าวออกไปว่า

“พวกท่านนำกำลังกลับคืนสู่เมืองหลวง โห่ร้องยินดีกับชัยชนะที่สามารถขับไล่พรรค์มารออกนอกกำแพงเมืองได้ ชื่อเสียงของพวกท่านอย่างน้อยสามารถจับจ่ายใช้สอยได้อีกหนึ่งช่วงอายุคน เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นผลประโยชน์มากแล้ว”

“ท่านมีอะไรยืนยันว่าพวกพ้องของท่านจะไม่กลับมาในกำแพงเมือง?”

“พันธะสัญญา”

“อันใดคือพันธะสัญญา?”

อู๋เฟิงมิได้กล่าวต่อ ท่านหันไปทางเล่าเติ่ง คล้ายกับต้องการให้ใต้เท้าหม่ามองตามสายตาของท่านไป

๐๐๐

เล่าเติ่งเพียงขยับร่างเล็กน้อย ปรากฏดรุณีนางหนึ่ง รูปร่างบอบบางผิวพรรณขาวซีดราวกับหิมะ ทว่าสีหน้าอารมณ์ของนางเมื่อได้มองดูชั่วระยะเวลาหนึ่ง กลับพบความอบอุ่นใจชนิดหนึ่ง ใต้เท้าหม่ามองดูนางเนิ่นนานราวกับต้องมนต์สะกด

เป็นมนต์สะกดที่เป็นลักษณะจำเพาะของผู้คนในพรรคมาร เป็นเสนห์ลี้ลับที่ผู้คนธรรมดาหากมิได้ทำการฝึกฝนวรยุทธ์ ย่อมต้องลุ่มหลงจนแทบคลั่งตาย อู๋เฟิงเห็นใต้เท้าหม่าไม่กล่าวอันใดออกมา ท่านจึงเอ่ยขึ้นว่า

“ใต้เท้าหม่า ธิดาของเราผู้นี้มีนามว่า โหมวตัว (โบตั๋น) ท่านยังวางใจได้อีกหรือไม่ว่าข้าพเจ้าอู๋เฟิงยินยอมให้ธิดาข้าพเจ้าดำรงอยู่ท่ามกลางฝ่ายธรรมะ”

ใต้เท้าหม่ามองโหมวตัว สีหน้าท่านครุ่นคิด เป็นการครุ่นคิดอันหนักหน่วง ‘ไฉนอู๋เฟิงยินยอมมอบธิดาของมันเป็นตัวประกัน ตัวมันขณะนี้หากต่อสู้กับคนทั้งหมดของฝ่ายธรรมะย่อมสามารถทำลายผู้คนได้มากกว่าครึ่ง’ ใต้เท้าหม่ามิอาจคาดคิดต่อ ด้วยเพราะพลานุภาพอันปรากฏต่อสายตาท่านยิ่งตอกย้ำให้ท่านทราบว่า กระบี่มารผลึกเทวะหาใช่เป็นสิ่งของที่จะช่วงชิงได้โดยง่าย

ใต้เท้าหม่าหันไปทางอู๋เฟิง มองผ่านแววตาของมัน ยิ่งคลายถูกดึงดูดเข้าไปในพื้นที่เวิ้งว้างว่างเปล่า จนเสียงผู้คนรอบข้างเฝ้ากระตุ้นเตือนสติของท่านจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างเชื่องช้า และ ระวังเป็นอย่างยิ่งในทุกคำกล่าว

“ท่านประมุขอู๋ ท่านมอบนางให้ข้าพเจ้าดูแลนั้นมิใช่ว่าข้าพเจ้าจะไม่เข้าใจในความหมาย หากเพียงแต่ชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมะเราถือยิ่งสำหรับชื่อแซ่ ความหมายในชื่อของนางอาจสร้างความครางแคลงใจให้ใครอีกหลายคน”

ใต้เท้าหม่าคล้ายแววตามีประกายวูบหนึ่ง “ข้าพเจ้าคิดว่า สมควรมอบนางให้กับเจ้าสำนักกระบี่บุปผาดูแล ชื่อของนางอย่างน้อยสมควรอยู่ท่ามกลางบุปผา จากนั้นเปลี่ยนชื่อของนางเป็น…”

“กระดังงาอัคคี” ใต้เท้าหม่ากล่าวแล้วแย้มยิ้ม

นี่กลับเป็นสมญานามที่ร้ายกาจ ใต้เท้าผู้นี้มิเพียงตั้งชื่อให้นางใหม่เพื่อให้นางยอมรับว่าตนอยู่เหนือนาง อีกทั้งยังแฝงความหมายที่ไม่ดีในชื่อนั้น ชาวยุทธ์ฝ่ายธรรมมะหากเป็นได้ ไม่มีผู้ใดอยากถูกเรียกขานว่ากระดังงาอัคคีเป็นแน่

“แม่นางเห็นว่าชื่อที่ข้าพเจ้าตั้งให้มีความหมายเป็นเช่นไร?” ใต้เท้าหม่าถามโหมวตัว นางมิตอบ ทว่ากลับมีสายตาเย็นเยียบราวกับเงาสะท้อนของภูเขาน้ำแข็งในบึงน้ำ ชั่วครู่นางกลับยิ้มออก ทว่ารอยยิ้มนั้นแทบหยุดลมหายใจใต้เท้าหม่า

๐๐๐

“แม่นาง?” เสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอีกครั้ง กระดังงาอัคคีหลุดพ้นห้วงคำนึงหันไปมองยังผู้กล่าววาจาต่อนาง นางยิ้มเล็กน้อย กล่าวตอบไปว่า

“ไม่ทราบผู้ใดใช้ท่านมา?”

ผู้ที่เอ่ยขึ้นมานั้นท่าทางการแต่งกายคล้ายเป็นพ่อบ้านใหญ่ประจำเรือ เป็นบุคคลเดียวกันกับที่เข้าไปพูดคุยกับใต้เท้าหม่าแต่แรก บัดนี้คนผู้นั้นยืนอยู่ตรงหน้ากระดังงาอัคคีแล้ว

“กงจื้อเรียนเชิญท่านเจ้าสำนักที่ห้องชมการแสดงขอรับ” กล่าวจบผายมือออกแสดงท่าทางเชื้อเชิญ

กระดังงาอัคคีก้าวไปข้างหน้าขณะนั้น ไม่ทราบว่านางกำลังคิดประการใดอยู่ บัณฑิตธนูทองกล่าวกระซิบเบื้องหลังนางแผ่วเบาว่า “ไฉนท่านไม่รั้งอยู่เพื่อรอกระบี่โปรยบุปผา?”

นางยังไม่หยุดเดินไปข้างหน้า หากแต่ตอบกลับมาในน้ำเสียงเรียบเฉย

“เห่อผิงเดินทางมาถึงแล้ว ท่านอย่าได้เป็นกังวลเรื่องราวในเบื้องหน้าให้มากนัก”

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: