กระบี่ไร้ยางอาย ตอน ๙ : ยามวิกาล

clip_image001

-ตอน ๙ ยามวิกาล-

ราตรีหมุนเวียนเปลี่ยนเป็นทิวา ยามวิกาลมืดมิด มีจันทราแสงพราวแห่งดารา ครั้นเข้าสู่รุ่งทิวามีสุริยันอันร้อนแรงกล้า เพียงราตรีนี้เหล่าเติ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย คำรามในลำคอ กล่าวออกด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า

“โอ่- กระบี่กลีบบุปฝา ไม่ได้พบเจอกันนานเหลือเกิน”

มิทันกล่าวจบคำ ความแหลมคมของกระบี่กลีบบุปผาทะลวงแหวกอากาศ เสียงหวีดหวิวกรีดดวงใจปวดแปลบ ผู้คนธรรมดารับฟังเสียงกรีดกระบี่ออกไม่อาจทรงตัว เด็กรับใช้ในโรงเตี๊ยมวิญญูชนใช้มือทั้งสองของตนปิดกั้นการรับรู้เสียงกระบี่ บ้างถึงกับสลบล้มลงตามกัน

เหล่าเติ่งส่งเสียงคำรามคราหนึ่งร่างเงาดุจภูติพรายเลือนหายไปต่อหน้ากระบี่โปรยบุปผา เถ้าแก่หลงเฝ้ามองจากด้านหลังกระบี่โปรยบุปผา มือหนึ่งถือกล้องยาสูบอัดควันยาเข้าไปเต็มปอด จากนั้นโรยควันออกสู่เบื้องบน

สายควันวูบไหวกระจายเป็นม่าน – เหล่าเติ่งปรากฏกายเบื้องบน เถ้าแก่หลงยิ้ม ผลักดันเก้าอี้ตัวหนึ่งเข้าชิดร่างกดลงเล็กน้อย ปรากฏประกายดาววิงวับข้างผนัง

โรงเตี๊ยมวิญญูชนกลับซุกซ้อนกลไกอันซับซ้อนไว้ เห็นจะมีเพียงเถ้าแก่หลงเท่านั้นที่สามารถใช้โรงเตี๊ยมเป็นอาวุธได้

มีดบินชุดหนึ่งพุ่งผ่านอากาศ คะเนจากประกายวาววับเป็นมีดบินเล่มเล็กอย่างน้อยสิบเล่ม เหล่าเติ่งไม่หันมอง หลับตาลง-ระบายลมหายใจ วาดฝ่ามือออก มีประกายเล็กๆพุ่งออกจากปลายนิ้วมือเรียวเล็กแห้งแล้ง เป็นประกายแสงเล็กหรี่สายเดียว

ติง!! เสียงคล้ายโลหะสองชิ้นปะทะกัน มีดบินหนึ่งในสิบเล่มที่พุ่งมากลับพลิกผันแปรเปลี่ยนทิศทาง มีดที่หนึ่งหมุนสะท้อนใส่มีดที่สอง มีดที่สองกระแทกใส่มีดที่สามและสี่ จากสี่กระแทกใส่ห้าและหก จากสามกระแทกใส่เจ็ดและแปด มีดที่สองกระแทกต่อไปยังมีดที่เก้าและสิบ มีดทั้งสิบเล่มเปลี่ยนทิศทางพุ่งเข้าหากระบี่โปรยบุปผาและเถ้าแก่หลง สภาวะที่เกิดขึ้นพลิกแพลงเพียงชั่ววูบเดียว ผู้คนเดินไปมาภายนอกโรงเตี๊ยมเพียงหายใจเข้าออกหนึ่งรอบ

กระบี่โปรยบุปผาหลังจากแทงกระบี่ออกอาศัยด้านหลังเปิดโล่ง ด้ามกระบี่แรกแทงออกด้านหน้าบัดนี้พุ่งสวนกลับมาด้านหลัง เป็นกระบี่ที่ซุกซ้อนกลไกสามารถใช้ปลายกระบี่สองทาง ปลายกระบี่อีกด้านรูดผ่านด้ามกระบี่แทงย้อนกลับไปด้านหลัง สะกิดมีดบินที่เปลี่ยนวิถีมาทางมันกระเด็นออก มีดบินหมุนคว้างปักจมลงพื้นไม้คมมีดไม่เหลือพ้นจากแผ่นพื้น เถ้าแก่หลงยิ้มอีกครา ครานี้มันยิ้มอย่างปรอดโปร่งโล่งใจ

มันดึงตะเกียบจากชุดวางบนโต๊ะขึ้นมาคู่หนึ่ง จากนั้นซัดออกไปยังแจกันอีกด้านของผนัง ตะเกียบคู่นั้นเสียบเข้ากับหูทั้งสองข้างแจกัน พบว่ามีรูเล็กซุกซ้อนอยู่ มีดบินเมื่อครู่ที่พุ่งออกมากลับหวนคืนสู่ผนัง จากแห่งหนที่มันถูกซัดออกมา

เหล่าเติ่งทิ้งร่างลงเบื้องหน้าเถ้าแก่หลง มันมองไปที่ผนังมองไปที่กระบี่โปรยบุปผาที่พลิกแพลงกระบี่ได้อย่างน่าแปลกใจ

ยามนี้ห่างจากกระบี่โปรยบุปผาเพียงหนึ่งช่วงกระบี่ ร่างผอมบาง ใบหน้าขาวซีดภายใต้ผ้าคลุมสีดำทมึนยิ่งเสริมส่งให้น่าครั่นคราม

“หลงซีฮั้ว จิ้งจอกเฒ่ายังมิได้เก็บเขี้ยวเล็บ เป็นเราเฒ่าเลอะเลือนกลับประมาทเจ้าเอง” มันยิ้มคล้ายพบเจอของเล่นชิ้นเดิมที่เคยทำหายไปในวัยเยาว์

“เหล่าเติ่งมารเฒ่าประจิมเช่นกัน ไข่เต่าเจ้าถือว่าไม่คละคลุ้งเกินไป ทว่า… ไฉนมารหัวขนเช่นเจ้ากลับโผล่หัวมาในเวลาเช่นนี้ นี่เป็นว่าทหารชายแดนกำแพงเมืองมิอาจสกัดกั้นพรรคมารได้แล้วกระนั้นหรือ?”

เหล่าเติ่งยืดกายขึ้น มือทั้งสองข้างทิ้งลงข้างลำตัว กระบี่โปรยบุปผาหันหน้ากลับมายังทิศทางเดียวกับมัน กระบี่คืนฝัก กลับอยู่ในท่วงท่าแรกเริ่มก่อนชักกระบี่

“พ่อค้าย่อมเป็นพ่อค้า หลงซีฮั้วท่านย่อมเข้าใจว่าเรามาเจรจาธุรกิจ”

“เรื่องราวที่เจรจามีผลกำไรงามหรือไม่?” เถ้าแก่หลงอัดควันหนึ่งหนก่อนโรยควันออกนอกหน้าต่าง สังเกตเห็นความผิดปกติภายนอก จากนั้นกล่าวต่อไป

“สหายท่านที่เคลื่อนไหวอยู่ภายนอกนั้นเกี่ยวกับการเจรจาหรือไม่?”

เหล่าเติ่งขมวดคิ้ว ใบหน้าสีขาวซีดของมันคล้ายมีความระแวงอยู่บ้าง ดวงตามันกรอกกลิ้งไปมา หลับตาลงคล้ายกำลังคาดคำนวณเรื่องราวบางประการ

“หลงซีฮั้ว-คนภายนอกไม่ว่ามาด้วยเรื่องราวประการใดไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจระหว่างเรา”

“ท่านยืนยันเช่นนั้น”

“ท่านย่อมทราบดี ข้าพเจ้านอกจากต่อยตีกับผู้คน ข้าพเจ้ามิเอาไหนเรื่องโป้ปดผู้คน เปลี่ยนเป็นท่านนั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง”

“ฮ่าๆ- ข้าพเจ้าเชื่อท่าน อย่างน้อยเรื่องต่อยตีข้าพเจ้าสู้ท่านมิได้ มิเช่นนั้นท่านคงไม่เหลือไข่เต่าสามารถให้กำเนิดธิดางามงดอย่างไบหยุนน้อย” เถ้าแก่หลงกล่าวจบใช้สายตาคมกริบซัดใส่เหล่าเติ่งจากนั้นคล้ายกับถูกความเศร้าหมองครอบคลุม

“เรื่องราวผ่านมาแล้วผ่านไปดุจสายน้ำ หลงซีฮั้วท่านยังคงกล่าววาจาเช่นนี้เพื่อกระไร”

“ด้วยเราเป็นนักเจรจา”

“จึงกระทำได้เพียง … กล่าววาจาให้เจ้าเจ็บปวดดวงใจกระมัง”

“ท่านมิใคร่รู้รึว่าเราคิดมาเจรจาอันใดกับท่าน”

“เหล่าเติ่ง- ที่ท่านที่กล่าวออกมาข้าพเจ้าคาดคำนวณไว้แล้วสามในสี่ส่วน อีกส่วนที่เหลือข้าพเจ้าคิดอยากให้ท่านเปลี่ยนแปลงความคิด ไม่คิดกระทำเรื่องราวเหล่านั้น เพียงเท่านี้การเจรจาของข้าพเจ้านับเป็นผลสำเร็จแล้ว”

“ท่านเป็นพยาธิในท้องข้าพเจ้าหรือไร ไฉนทราบไปเสียหมดว่าข้าพเจ้ามีขดไส้อยู่กี่ขด กี่ขดเน่าเหม็น”

“นั่นยังไม่อาจทราบได้ว่าท่านใช้วิธีการใดช่วงชิงนางไปจากข้า” เถ้าแก่หลงแค้นเสียงหนักขึ้น เหล่าเติ่งเงียบงันไม่กล่าวอันใดตอบโต้ มันจึงชิงกล่าวต่อ

“นางเป็นอย่างไรบ้าง”

“หลงซีฮั้ว – นางสิ้นแล้ว”

เถ้าแก่หลงชะงักงัน “งั้นท่านเดินทางเข้ามาในเขตกำแพงเมืองด้วยการณ์ใด”

“หลงซีฮั้ว ท่านสามส่วนที่ท่านคาดคำนวณถูกต้อง ส่วนที่เหลือท่านผิดแล้ว ข้าพเจ้ามิเคยคิดขอให้ท่านอภัยต่อนางหรือต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเพียงคิดมาส่งข่าวให้ท่านท่านทราบ ข้าพเจ้ามิเคยมั่นใจเรื่องการเจรจามาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้ก็เช่นกัน เรื่องราวสามส่วนแรกมีแต่ใช้กำลังเข้าต่อสู้แล้ว”

เถ้าแก่หลง “ข้าพเจ้าได้แต่ให้คนรุ่นหลังรับหน้าแล้ว”

กระบี่โปรยบุปผาคล้ายได้รับคำสั่ง สับเท้าเข้าประชิดเหล่าเติ่ง กระบี่ของมันปมเด่นคือความว่องไว หากแต่เมื่อเจอกับคู่ปรับเช่นเหล่าเติ่งแล้ว ความว่องไวมิอาจใช้ออกโดยพร่ำเพรื่อ

เหล่าเติ่งหันมามองกระบี่โปรยบุปผา ยามนี้มันไม่มีประกายตาอีกครั้ง มิมีผู้ใดสามารถอ่านประกายตามันออก การคาดคำนวณย่อมมิอาจกระทำ

กระบี่โปรยบุปผาลั่นกระบี่อีกครา ครานี้แทงออกสามกระบี่โดยพร้อมเพรียง เหล่าเติ่งเพียงยืนมอง คล้ายคนชรามองดูเด็กน้อยเล่นซุกซน กระบี่ที่ซัดออกมานั้นมิอาจสะกิดผิวเหล่าเติ่งได้ มันมิได้ขยับร่างกายไปที่ใด เพียงกระบี่ที่ซัดออกไปหวังหลอกลวงให้ผู้คนหลบหลีก เพลงกระบี่กระแสหนึ่งดุจหลุมพราง ก่อกวนและชักนำให้คู่ต่อสู้คล้อยตามเข้าหาวิถีแห่งคมกระบี่

เพียงแต่ว่า-สำหรับเหล่าเติ่งแล้ว

หลุมพรางเช่นนี้ กลับมิได้อยู่ในสายตามัน

“เหอผิง-เด็กน้อย มีดีเพียงเท่านี้ เฮ๊อะ!! เสียที” น้ำเสียงเหล่าเติ่งปนเย้ยหยัน กระบี่โปรยบุปฝาขยี่เท้ายันร่างตนเข้าหาฝ่ายตรงข้าม ทิศทางเป็นเส้นตรง กระบี่กลีบบุปผาแหวกม่านอากาศอีกครั้ง เสียงหวีดแหลมของมันไม่อาจทำให้จิตเหล่าเติ่งสั่นไหวได้ ทุกกระบี่ที่แทงออกล้วนว่างเปล่า สีหน้ามันขณะนั้นคล้ายกำลังขบคิดเรื่องราวบางอย่าง

‘มารเฒ่าตนนี้ใช้วิชาสายอธรรม ไฉนไม่เกิดอาการพลุ่งพล่านใดๆปรากฏในจังหวะการหายใจในแต่ละย่างเท้า’ ครุ่นคิดถึงตรงนี้พลิกกระบี่จ้วงแทงจากบนลงล่าง คมกระบี่ฝังลึกลงพื้นกระเบื้องโรงเตี๊ยม

เถ้าแก้หลงหรี่ตามอง มองความผันแปรของกระบี่กลีบบุปผา

กระบี่โปรยบุปผาหยุดนิ่งชั่วขณะ กระชับกระบี่แนบแน่นอีกครา คล้ายเกิดม่านสายลมหอบหนึ่งหมุนวนรอบกาย เหล่าเติ่งหยุดเท้าไว้ที่หัวราวบันไดไม้ ภายใต้ผ้าคลุมมีประกายตา คล้ายตั้งท่ากระทำเรื่องราวบางอย่าง ชั่วพริบตา มันสะบัดแขนเสื้อทั้งสองข้างวูบหนึ่ง ครานี้เกิดประกายเข็มนับร้อยนับพันออกจากแขนเสื้อมัน

“หมื่นพันจำแลง” เถ้าแก่หลงอุทาน เป็นกระบวนท่าซัดเข็มบินพันเล่ม หมื่นจำแลง ประกายเข็มทั้งหมดมีทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เข็มจริงและจำแลงซัดออกมาในคราเดียว ในประวัติศาสตร์คล้ายมีเพียงเล่าอู๋เฟิง(ผู้เฒ่าไร้ร่องรอย)ที่สามารถสยบเข็มบิน ‘หมื่นพันจำแลง’ ได้ คิดถึงตรงนี้หันหน้ากลับไปยังกระบี่โปรยบุปผา

กระบี่โปรยบุปผาเห็นความเปลี่ยนแปรเบื้องหน้ากลับยังคงรักษาอาการสงบนิ่งไว้ ขณะนั้นมันเพียงถอนคมกระบี่ออกจากพื้น ประกายเข็มหมื่นพันจำแลงพุ่งใส่กระบี่โปรยบุปผาดั่งห่าฝน

 

เป็นห่าฝนที่โปรยปรายมืดฟ้ามัวดิน

ฝน – มีทั้งที่ชื่นเย็นมีทั้งเคลือบแฝงคลีฝุ่นอันเกรอะกรัง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: