กระบี่ไร้ยางอาย ตอนที่ ๘ : เมฆขาวโปรยวรุณ

clip_image002

กระบี่ไร้ยางอาย ตอนที่ ๘ : เมฆขาวโปรยวรุณ

เรือใหญ่ ยังคงนิ่งสงบกลางแม่น้ำฉิว สหายใต้หล้าคุกเขาก้มตัวต่ำจนแทบราบไปกับปลายหญ้าที่โบยไหวไปตามแรงลมริมฝั่งแม่น้ำ เหม่อมองท้องฟ้าทอดถอนใจ เหม่อมองลำเรือ-ทอดหายใจอีกครา คิดตั้งคำถามผู้คน แต่มิพบว่าซินแสเกา บัณฑิตธนูทอง อยู่ข้างกายมัน มีเพียงสภาวการณ์เบื้องหน้าของมันขณะนั้น

กระไรกัน?

มันสงสัย ด้วยเพราะเรือน้อยใหญ่ต่างล่องเข้าหาเรือใหญ่กลางนาวา มิเพียงแต่มีพ่อค้าวานิชผู้มั่งมี อีกทั้งยังพบเห็นเหล่าขุนนางจากเมืองเล็กๆข้างเคียง สวมใส่อาภรณ์ประดับยศครบครัน ราวกับว่าพวกมันมีธุระว่าความการกิจบ้านเมืองกันบนเรือสำราญลำนั้น

 

“กระไรกัน?” สุ่มเสียงหนึ่งดังแผ่วเบามาแต่เบื้องหลัง สหายใต้หล้าไม่ขยับกายแม้แต่น้อย ด้วยเพราะเสียงนั้นเป็นเสียงซินแสเกา

“ท่านถามผู้ใด?” สหายใต้หล้าเอ่ย “ผู้ใดตอบได้ข้าพเจ้าก็ถามให้กับมัน” ซินแสเกาตอบ

จากนั้นมันขยับร่างมาสู่เบื้องหน้า สายตามันกวาดไปในเวิ้งน้ำ กลับไปหยุดไว้ตรงเรือน้อยลำหนึ่ง คิ้วมันขมวดแทบพันม้วนเป็นเส้นเดียว กลืนก้อนอากาศที่ใช้สำหรับหายใจลงคออย่างลำบากยากเย็น สหายใต้หล้าเหลือบดูซินแสเกาลอบคิดในใจ ‘เป็นมันพบเจอผู้ใดกัน?’ ซินแสเกาเป็นนักเลงเก่า สายตากว้างไกลจนผู้คนยากคาดคำนวณ

“บัณฑิตธนูทองเล่า?” สหายใต้หล้าเอ่ยถามเพราะสงสัย

“ระหว่างมานี่ มันพบเจอคนผู้หนึ่ง มิอาจผละมาได้ เพียงบอกให้เราเร่งขึ้นมาบอกข่าวต่อท่านก่อน”

“ข่าวคราอันใด?”

“ท่านทราบหรือไม่ ไฉนผู้คนมากมายมารวมตัวกันบนเรือนั่น” กล่าวจบชี้นิ้วไปยังเรือลำใหญ่

“เพราะกระไร?” สหายใต้หล้าหรี่ตาลงครุ่นคิด

“เพราะค่ำคืนนี้มีข่าวว่า อาภรณ์ฟ้า ปรากฏ” สิ้นเสียงซินแสเกา สหายใต้หล้าคล้ายมีประกายตาแปลกประหลาด

“ท่านว่า อาภรณ์ฟ้า ของวิเศษแห่ง พรรค์ใต้ฟ้าลี้ลับ ปรากฏงั้นรึ”

“นี่เป็นข่าวลือ-ข้าพเจ้าไฉนเชื่อถือ” เงียบเพียงครู่ “ แต่สาระมิใช่ว่า อาภรณ์ ฟ้ามีจริงหรือไม่”

“สาระอยู่ตรงประการใด?”

“สาระอยู่ตรงที่ว่า ผู้คนต่างแห่มาชมดูของวิเศษนั้น”

“ทั้งที่พวกมันไม่เคยเห็นสิ่งนั้นมาก่อน”

“เห็นแล้วอย่างไร ไม่เห็นแล้วอย่างไร ผู้คนฟังข่าวลือเป็นเรื่องประหลาด ขอเพียงเป็นส่วนหนึ่งในขณะกาลนั้นย่อมเพียงพอ อย่างน้อยได้มีโอกาสยืนอยู่ในจุดนั้น หรือท่านไม่อยาก”

“ข้าพเจ้าย่อมอยากเป็นของธรรมดา-ทว่า อาภรณ์ฟ้า นั่นไฉนเป็นของจริง”

“ท่านมั่นใจว่าพวกมันที่ปล่อยข่าวคิดล่อลวงผู้คนมา”

สหายใต้หล้ามิตอบ เพียงพยักหน้าลงหนึ่งคราแทนคำบอก

“เพื่อกระไร?” ซินแสเกาสงสัย

“อาภรณ์ฟ้าเป็นสิ่งของวิเศษเร้นลับมิอาจแบ่งแยกได้ว่าเป็นของฝ่ายอธรรมหรือเทวะ ทั้งสองฝ่ายต่างสมอ้างว่าสิ่งนั้นเป็นของตน มิมีผู้ใดยินยอมให้แก่กัน การปล่อยข่าวลือเช่นนี้ มิเพียงดึงดูดให้ฝ่ายอธรรมเดินทางเข้าสู่กำแพงเมือง

ฝ่ายเทวะย่อมมิอาจนิ่งเฉย พวกมันย่อมเดินทางเข้าประจันหน้ากันเพียงเพราะสิ่งที่มิอาจจับต้อง เพราะสิ่งที่มันไม่เคยพบเห็น เพราะสิ่งที่มันมิอาจเป็นเจ้าของ”

ซินแสเกาขบคิดคราหนึ่งก่อนเอ่ยวาจา

“นี่หากเป็นเพียงเรื่องราวในตำนาน ไฉนใต้เท้าเหลิงถึงออกประกาศเชิญชวนผู้คนมาที่เรือลำนั้นเพื่อชมดู อาภรณ์ฟ้า”

สหายใต้หล้าถอนหายใจออกหนึ่งคำ

“เฮ๊อะ!! ข้าพเจ้าไม่ทราบ มิอาจคาดเดา คนผู้นี้มีเงาตามหลังเป็นยาจกเจียมยิ่งมิอาจคาดคำนวณว่าพวกมันกำลังคิดการณ์อันใด หากมองดูสถานการณ์ตรงหน้า งานนี้มิเพียงคนของพรรคกระยาจกตรึงกำลังอย่างหลวมๆกระจายทั่วเมือง ไม่มีหัวหน้ากลุ่มบงการ นั้นแสดงว่าพวกมันรอสัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อกระทำการณ์อันใดพร้อมกัน”

ซินแสเกามองสหายใต้หล้า คล้ายกำลังค้นหาความลับบางประการของบุรุษหนุ่มผู้นี้ คนเช่นมันไฉนมีความคิดความอ่านซับซ้อนลึกซึ้งได้เพียงนี้ ผ่อนลมหายใจพลางส่ายหน้าไปมาคล้ายมึนเมาข้อความ กล่าวออกว่า

“เรื่องราวในยุทธ์ภพ ไฉนมีคนที่สามเข้ามาจัดการให้ หรือพวกมันคิดรวบหัวรวบหางกำจัดหนามแทงใจมันเสียทีเดียว”

มันกล่าวจบแหงนมองฟากฟ้าเบื้องบน ท้องฟ้าสีครามเข้มแทบเป็นสีดำ ทว่ามีเมฆขาวลอยอ้อยอิ่งเป็นขบวน มิทราบว่าเมื่อใดจึงก่อเกิดเป็นวรุณชุ่มเย็น โปรยลงสู่เบื้องล่าง

๐๐๐

ท่ามกลางบึงน้ำ เงาจันทร์คมและกลม ศาลาน้อยยังไร้ผู้คนอาศัยใต้ร่มเงา ยามราตรีผู้คนไฉนยังต้องอาศัยใต้ร่มเงาสิ่งปลูกสร้าง สู้ออกเดินท่องออกมาภายนอกเพื่อสัมผัสรับรู้ถึงกระแสหายใจของแผ่นดิน กระแสลมที่โชยชื่นมิดีกว่ารึ

เรือของใต้เท้าเหลิงจอดนิ่งสงบคล้ายเฝ้าคอยเรื่องราวบางประการ เรืออีกลำหนึ่งของไบหยุนน้อย มีความเคลื่อนไหวเล็กน้อย นางกลับนั่งชงชาตรงหัวเรือ เครื่องชงชาชุดเล็ก สลักจากไม้หอม และเคลือบสีดำเป็นมันขลับ ใต้เท้าเหลิงนั่งมองท่วงท่าของนางขณะที่กำลังชงชา ได้รับกลิ่นหอมลุ่มลึกของชาจางๆโชยผ่านประสาทรับรู้

ไบหยุนมีรอยยิ้มอันทรงพลังน่าลุ่มหลง

ใต้เท้าเหลิงชมดูจนห้วงจิตเลอะเลือน ยาจกเจียมมีแววตาประหลาดชนิดหนึ่ง มองออกว่านางกำลังใช้วิชามาร ผูกร้อยดวงจิต คิดใช้ผู้คนให้กระทำเรื่องราวที่นางอยากให้กระทำ เดินเข้าประชิดด้านหลังใต้เท้าเหลิง มือหนึ่งผายออกแผ่ลมปราณอุ่นกระแสหนึ่งสู่เบื้องหลังใต้เท้าของมัน ใต้เท้าเหลิงคล้ายได้รับความร้อนกระแสหนึ่งแทรกกระจายไปทั่วร่าง จากจุดตันเถียนพุ่งกระจายห้าทิศ ไปแล้วกลับมารวมกันที่จุดเดิมจากนั้นลับหายไป  แววตาที่เคยพร่ามัวกลับกระจ่างสดใส เหลียวหลังกลับมามองยาจกเจียม ยาจกเจียมกระแอมหนึ่งคราก่อนยกมือขึ้นป้องปากเอ่ยวาจาต่อนายของมัน

“ใต้เท้า อธรรมประจิม เข้ามาในกำแพงเมืองเราได้ด้วยเพราะใต้เท้าอำนวยสะดวก เหล่าเติ่งกลับเดินทางแวะเด็ดบุปผาขจรไกล นี่กลับเป็นเรื่องหวาดเสียวนัก แม้เราเองคิดช่วงใช้ผลจากสถานการณ์ครั้งนี้ แต่อย่างน้อยควรเหลือทางออกไว้หนึ่งประตู อย่างน้อยการณ์นี้ไม่สำเร็จ ยังเหลือทุนไว้ต่อกำไรภายหน้า”

ยาจกเจียมกล่าวออกแม้แผ่วเบา แต่มันไฉนมิรู้ว่าด้วยพลังฝีมือของไบหยุนธิดาของเหล่าเติ่งประมุขพรรคอธรรมประจิม ใยมิสามารถรับฟังสิ่งที่พวกมันกล่าวต่อกัน

ใต้เท้าเหลิงรับฟังเรื่องราวดังนั้นวูบหนึ่งคล้ายนึกขึ้นได้ แต่ขณะเดียวกันมันกลับซุกซ้อนรอยยิ้มร้ายกาจชนิดหนึ่ง ยาจกเจียมมองลึกลงไปในแววตานั้น ค่อยพบว่า ใต้เท้าท่านนี้กลับมีแผ่นการณ์ซุกซ้อนไว้หลายชั้น

“ไบหยุนขออภัยใต้เท้า หากการที่ผู้อาวุโสเติ่งกระทำการณ์นอกเหนือข้อตกลงระหว่างเรา นั่นย่อมเพื่อประโยชน์ของใต้เท้าทั้งสิ้น บุปผาขจรไกล หากสามารถอยู่ในกำมือพวกเรา” หยุดชั่วขณะชายตามองยาจกเจียม

“ใต้เท้า.. ท่านว่านี้มิเป็นผลดีหรอกรึ”

ใต้เท้าเหลิงยิ้มออกมาวูบหนึ่งก่อนกล่าวออกมา

“ไบหยุนน้อย เรากับเหล่าเติ่งคบหากันมานาน เรื่องราวที่ท่านผู้อาวุโสคิดหรือกระทำเราไฉนไม่เข้าใจ เด็กน้อยคลายใจได้ ยาจกเจียมเพียงระแวดระวังภัยให้กับเรา นั่นเป็นเรื่องสามัญธรรมดา โปรดอย่าเอามาใส่ใจ เรื่องราวเล็กน้อย เพื่อเทียบกับงานใหญ่”

ไบหยุนยิ้มเล็กน้อย กล่าวออกมาว่า

“ท่านผู้อาวุโสเจียมใส่ใจต่อใต้เท้ายิ่ง ถึงกับใช้ผู้คนติดตามค้นหาผู้ถือครอบบุปผาขจรไกลอยู่นานนับหลายปี พรรคอธรรมประจิมของเรา อาศัยลู่ทางที่ท่านผู้อาวุโสแผ้วถางไว้ก็เท่านั้น”

วาจาไบหยุนสั้นกระจับ ซัดกระบี่สั้นอย่างแยบยลไปที่ยาจกเจียม ยาจกเจียนแค้นเสียงในคอ สีหน้าแปรเปลี่ยน พรรคอธรรมประจิมและพรรคกระยาจกล้วนต้องการครอบครองบุปผาขจรไกล มันอาศัยอิทธิพลของใต้เท้าเหลิงทางหนึ่งเพื่อค้นหาเช่นกัน

วูบหนึ่งมันกลับมีประกายตาชั่วร้ายครอบงำ มือหนึ่งคว้าจับใต้เท้าเหลิงเบื้องหน้า กระชากกลับไปข้างหลังมัน เรือส่ายโงนเงน อาศัยสภาวะนั้นดีดตัวพุ่งออกไปยังไบหยุน ขณะลอยตัว ซัดฝ่ามืออกแผ่ลมปราณกระแสหนึ่งรายรอบเรือน้อย ปรากฏเสียงติงๆกระจ่างชัด

ในความมืดมิดกลับมีประกายมีดสั้นดุจห่าฝนพรมลงทั่วสารทิศ ยาจกเจียมคำรามก้องทั่วบริเวณ มือหนึ่งล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ซัดบางอย่างออกไปคลี่คลุมตัวเรือ ใบมีดเล็กดุจห่าฝนนั่นคล้ายปะทะเข้ากับของแข็งบางอย่างเกิดประกายแสงเป็นสะเก็ดเล็กๆทั่วบริเวณ

ไบหยุนยังคงนั่งอยู่ตรงที่เดิม นางเพียงกรีดมือข้างหนึ่ง ยาจกเจียมหรี่ตามอง พบเห็นถ้วยน้ำชาลอยคว้างกลางอากาศ พุ่งมาหามันดุจลูกเกาทัณฑ์ เห็นดังนั้นทำท่าดัชนีดีดเม็ดสีดำบางอย่างออก

ถ้วยชาแตกกระจาย

น้ำชาที่อยู่ภายในแตกออกเป็นหลายสาย ทว่ากลับยังคงสภาวะแหลมคมพุ่งเข้าหายาจกเจียมคล้ายกรงเล็บของอสุนีบาต ยาจกเจียมงอตัวหลบหลีกกระแสน้ำที่อัดแน่นด้วยกระแสปราณเกรี้ยวกราด หากแต่กลับโดยกระแสน้ำนั้นกินเนื้อไปสามสี่แผล

ไบหยุนเห็นสภาวะของยาจกเจียมยังคงลอยคว้างกลางอากาศ คล้ายกาลเวลาเดินทางเชื่องช้า ยากจกเจียนคลายร่างที่คดงอ พุ่งเข้าหาเรือน้อยของไบหยุน นางมองหน้าผ่านดวงตาของยาจกเจียมเข้าไปในหัวใจมัน กรีดมือออกทั้งสองข้าง แผ่นน้ำกระจายขึ้นเป็นสายม่านรอบเรือน้อย ปลายน้ำที่ซัดกระจายขึ้นเป็นเส้นสายโถมเข้าใส่ยาจกเจียมคล้ายถูกผู้คนบงการ

ยาจกเจียมเห็นกระบวนท่าสุดท้ายที่นางใช้ออกต้องลอบด่าตัวเองในใจว่า

‘ผิดท่า’

๐๐๐

ริมฝั่งแม่น้ำฉิวยังคงเรียบสงบ เรือน้อยใหญ่ต่างค่อยลอยเข้าหาเรือใหญ่ดุจปราการมหิมากลางน้ำ ซินแสเกาคล้ายเฝ้ารอเรื่องราวบางประการอย่างเย็นใจ สหายใต้หล้ากลับรุ่มร้อนใจด้วยเพราะมีเงื่อนปมมากมายที่มันยังไขไม่ออก

“ท่านว่าเรือลำนั้นมีผู้คนอยู่ภายในมากมายหรือไม่?”

“เรือลำนั้นมองไปคล้ายใหญ่โต แต่แท้จริงแล้วเป็นโครงสร้างเรือเสียครึ่งหนึ่ง ใช้สอยเป็นเป็นพื้นที่ภายในได้สองส่วน ส่วนที่เหลือกลับใช้สอยจากภายนอก ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ภายนอกเพื่อเฝ้าชมความงดงามของแม่น้ำ หากอาภรณ์ฟ้ามีจริง หากมันไม่เดินทางจากข้างนอกมาสู่ใน ย่อมต้องใช้ห้องนิรภัยชั้นในสุดเก็บรักษา”

ซินแสเกายิ้ม กล่าวถามมันสั้นๆว่า “ท่านว่าเราสามารถเข้าไปถึงห้องนั้นได้หรือไม่?”

สหายใต้หล้ามิรอให้ซินแสเกากล่าวความต่อ มันชิงตอบ

“รอบๆตัวเรือออกมาหนึ่งเส้น(ประมาณ๔๐เมตร) พบเจอกองเรือระวังภัยทุกระยะสิบวา เรือแต่ละลำแม้ไม่เป็นถึงกับมือดีของกงจื้อกระไหล่เงิน ทว่าจำนวนมากมายนั่น เราท่านหากคิดทะลวงเข้าไปคิดว่าไม่พ้นต้องสำลักน้ำตายดับเป็นผีเฝ้าใต้แม่น้ำฉิว”

ซินแสเกาหันมามองมัน ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยหนึ่งคราก่อนเปล่งวาจา “ผู้ใดว่าเราจะฝ่าทะลวงเข้าไป?”

สิ้นคำ – ซินแสเกาผุดลุกขึ้น เรือใหญ่ขนาดกลางลอยลำผ่านมาเบื้องหน้าอย่างเนิ่นช้า ผู้คนพบเห็นธงเรือโบยไสวเป็นรูปดอกโบตั๋นสีแดงแต้มลงบนผ้าใบขาวสะอาด เรือลำนั้นย่อมเป็นเรือของสำนักกระบี่บุปผา

คนที่ยืนอยู่ตรงหัวเรือเปลี่ยนองค์ทรงเครื่องประหนึ่งบัณฑิตเจ้าสำอางย่อมเป็นบัณฑิตธนูทอง หากแต่ใบหน้ามันยามนี้ประดับหนวดเคราเพิ่มเติมอายุมันให้สูงขึ้นสิบยี้สิบปี กลายเป็นบัณฑิตชราที่มีประกายตาของคนเยาว์

สหายใต้หล้ายังมิทันจะเอ่ยปาก บัณฑิตธนูทองก็ชิงกล่าวก่อนมันแล้ว

“เฒ่าโสโครก กับ สหายน้อยเหม็นคลุ้งพันลี้ ยังมิรีบใสหัวกลับเข้าเรือเจ้านายอีก ทำนายหญิงเสียเวลาถึงเพียงนี้ ต้องจับโบยให้สมโทษ”

มันกล่าวจบหันกลับหลังไปยังคนผู้หนึ่ง

กระดังงาอัคคีอยู่ในชุดแพรสีขาวกระจ่างตามแบบฉบับของสำนักกระบี่บุปผา เนื้อผ้าบางรัดรึงทรวดทรงองค์เอวเปิดเผยบางสัดส่วนที่กลมกลึงสะท้านจิตผู้คน ประกายตาของนางบนใบหน้าอันผ่องใส่คล้ายดรุณีแรกรุ่น ผิวพรรณเปล่งประกายยามต้องแสงจันทร์นวลยิ่งเสริมส่งให้นางประดุจนางสวรรค์ลงมาโปรดสรรพสัตว์บนพื้นพิภพ

เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมแสดงว่า สำนักกระบี่บุปผาก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมชม อาภรณ์ฟ้า เช่นกัน สหายใต้หล้าไม่คิดชมอาภรณ์ฟ้า ขณะนั้นมันกลับคิดชมดูว่า เหตุการณ์หลังจากนั้นยังเป็นเช่นไรต่อไป

เมฆขาวลอยเอื่อย

เงาจันทร์ในผิวน้ำเปล่งประกายบิดเบี้ยว

แต่ผู้คนก็ยังชมชอบมองดูมัน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: