กระบี่ไร้ยางอาย ตอนที่ ๗ : อธรรมกำสรวล

clip_image002

กระบี่ไร้ยางอาย ตอนที่ ๗ : อธรรมกำสรวล

อาทิตย์อัสดงลงไม่นานนัก

จันทราลอยกลางนภา ก็พลันปรากฏแสงนวล

 

เถ้าแก่หลงมองออกไปภายนอกหน้าต่างบานน้อย ขณะนั้นครุ่นคิดเรื่องราวสืบต่อ ไม่นานจึงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"เพียงครั้งนี้ พวกมันคิดรับประทานอันใดเพื่อประทังความหิวโหยกัน?"

กระบี่โปรยบุปผาสีหน้าผ่อนคลายลง มันเหลียวหน้ามองเถ้าแก่หลง ขณะนั้นเองปรากฏรอยยิ้มประหลาดชนิดหนึ่งประทับในแววตาของมัน เถ้าแก่หลงเริดคิ้ว สีหน้าปรากฏร่องรอยความคิดอีกชนิดหนึ่ง มันกำลังคาดคำนวณเรื่องราวบางประการ

“ท่านอย่าได้คาดคำนวณให้เนิ่นนานเกินไป”

กระบี่โปรยบุปผากล่าวขึ้นอย่างระมัดระวัง ดวงตามันกวาดไปรอบข้าง คล้ายต้องมั่นใจว่า ระหว่างมันกับเถ้าแก่หลงไม่มีรูหูที่ห้ารับรู้เรื่องราว เถ้าแกหลงกลับมองมันด้วยสายตาเช่นเดียวกับที่บิดาใช้มองดูบุตรตนเองกระทำเรื่องราวร้อนรน

“ท่านกลับคล้ายบิดามากกว่ามารดา” เถ้าแก่หลงกล่าวไปมีรอยยิ้มอบอุ่นมอบให้มัน

กระบี่โปรยบุปผากลับมีสีหน้าเย็นชา ที่หว่างคิ้วปรากฏรอยย่น อารมณ์นั้นคล้ายถูกกระบี่น้ำแข็งยาวเพียงคืบทิ่มแทงหัวใจสามสิบกระบี่ในจุดเดียวโดยพร้อมเพรียง เมื่อเถ้าแก่หลงกล่าวถึงบิดาของมันเช่นนี้คนทั้งสองย่อมมิใช่คนอื่นคนไกล

เถ้าแก่หลงเห็นสีหน้ากระบี่โปรยบุปผาเป็นเช่นนั้นยังคงยิ้มออกเหมือนเคย มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในอกเสื้อ คิดควานหาสิ่งของบางอย่าง เนิ่นนานจึงพบเจอกล้องยาหนึ่งอัน ล้วงลงไปในอกเสื้ออีกครา ค่อยหยิบอีกสิ่งหนึ่งออกมา เป็นกลักไม้สีดำขลับ

เป็นกลักไม้ใส่ยาเส้น สำหรับกล้องยา เถ้าแก่หลงจัดการกับกล้องยาและยาเส้นแล้วหันหน้าไปทางหน้าต่าง จากนั้นโรยควันยาหนึ่งคำก่อนกล่าวข้อความ

“เหอผิง – เจ้าอย่าได้คิดเหยียบรอยเท้าเดิมของบิดาของเจ้า” เถ้าแก่หลงกล่าวชื่อของมันสนิทสนมถึงเพียงนี้ คนทั้งสองย่อมมีความผูกพันอันลึกซึ้ง

“เจ้าจงระวังรอบคอบให้ดี ชีวิตไม่เหมือนการค้า นั่นมิอาจคำนวณผลกำไรได้แน่นอน บางครั้งยิ่งไม่อาจคาดประมาณได้ หากเกิดความสูญเสีย อีกทั้งหนึ่งชีวิตของเจ้ายังมีอีกหลายชีวิตต้องแบกรับ”

เถ้าแก่หลงกล่าวออกอย่างเชื่องช้าเคร่งขรึม ยกกล้องยาขึ้นเสมอใบหน้าคล้ายคิดจัดการคลี่คลายความตึงเครียดอีกครา แล้วจึงกล่าวออกอีกหลายคำ

“เจ้ากำลังครุ่นคิดว่า ไฉนพรรคกระยาจกจึงได้เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว อีกทั้งกำลังครุ่นคิดว่าไฉนเรือสำราญลำนั้นบรรทุกพ่อค้าวาณิชมากมาย ในราตรีพระจันทร์เต็มดวง ดารารอบข้างเสริมส่งให้เกิดลมพายุพัดรุนแรงสลับทิศ

ไฉนมีข่าวลือปล่อยออกมาสองกระแส กระแสหนึ่งเอ่ยถึงเหล่าขุนนางพ่อค้าเตรียมตัวขึ้นเรือทำการค้าแลกเปลี่ยนทรัพย์สินมากมายเหลือคณาบนเรือสำราญ กระแสหนึ่งเอ่ยถึงเหล่ามิจฉาชีพ กำลังตั้งตารอคอยราตรีเช่นนี้อย่างกระหายหิว”

กระบี่โปรยบุปฝาพยักหน้า เถ้าแก่หลงเพียงขยับตัวเล็กน้อย มือที่ถือกล้องยาชี้นำสู่ภายนอก กระบี่โปรยบุปฝามองตาม

“เด็กน้อย เรามีนิทานเรื่องหนึ่งคิดเล่าให้เจ้าฟัง” หยุดครู่หนึ่งก่อนเอ่ยความต่อ

“เจ้ามีเวลาเพียงพอรับฟังหรือไม่”

เถ้าแก่หลงมิได้รอคำตอบจากกระบี่โปรยบุปผา มันเริ่มเล่านิทานเรื่องนั้น

“เป็นเรื่องเล่าของสลัดเตี้ยพเนจรตนหนึ่ง มันเล่าให้เราฟังเพื่อขอแลกเปลี่ยนกับเศษอาหารเล็กน้อย เราท่องจำเก็บไว้ในใจเพียงหวังได้ใช้ออกมาภายหลังเพื่อหาผลกำไรเล็กน้อย เรื่องนั้นสั้นกระชับไม่ซับซ้อน เพียงเป็นเรื่องราวของชายผู้หนึ่งที่นั่งตรงขอบบ่อเลือดในนรกอเวจี

มันผู้นี้กระทำกรรมบนโลกมนุษย์มามาก จึงต้องมาชดใช้กรรมในนรกเบื้องล่าง”

กระบี่โปรยบุบฝา กล่าว “สมควรเป็นเช่นนั้น”

เถ้าแก่หลงยิ้มเล็กน้อยกล่าวต่อ “มันผู้นี้ก็มีความดีอยู่บ้าง – ตรงที่มันเคยช่วยชีวิตแมงมุมตัวหนึ่ง อ่อ – แน่นอน แมงมุมแม้มองไปแล้วมีขนาดเล็กกว่ามนุษย์ หากแต่ว่า ชีวิตย่อมเป็นชีวิตมิได้จำแนกแยกขนาดปริมาณ”

“ท่านกำลังกล่าวว่า มันผู้นั้นกำลังได้โอกาสให้หลุดพ้น”

“ฮา ฮา” เถ้าแก่หลงหัวร่อแจ่มใส

“เด็กน้อยฉลาดเหมือนมารดา โง่งมเหมือนบิดา”

กระบี่โปรยบุปผายิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “ท่านไฉนไม่คิดเก็บปากไว้เล่าต่อ”

เถ้าแก่หลงโรยควันหนึ่งคราก่อนเล่าต่อ

“มีอยู่วันหนึ่ง มีเทพบนสวรรค์มองลงมาในนรกพบเจอมัน เห็นว่ามันสมควรได้โอกาสที่จะหลุดพ้นความทุกข์เบื้องล่าง เทพดาตนนั้นเพียงหย่อนใยแมงมุมเงินสายหนึ่งลงสู่เบื้องล่าง เพื่อให้ชายผู้นั้นใช้ป่ายปีนขึ้นมา ชายผู้นั้นเมื่อได้รับโอกาสแล้วก็เร่งปีนขึ้นมาด้วยใยแมงมุมที่แสนบอบบางเส้นนั้น”

“ธรรมดาสัตว์โลก เมื่อเห็นหนทางที่ดีกว่าย่อมไขว่คว้าหาไว้กับตน”

กระบี่บุปผาเอ่ยขึ้นมา เถ้าแก่หลงมิตอบโต้เพียงเล่าเรื่องราวต่อไป

“ชายผู้นั้นปีนป่ายขึ้นมายังจุดสูงสุดเกือบที่จะพบปากทางออกของนรกแล้ว เขาหันกลับไปมองเบื้องล่าง ในความสูงที่ต้องอดชื่นชมตัวเองว่าสามารถอดทนปีนป่ายขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้

ทว่าเมื่อหันมองกลับไปเบื้องล่างกลับพบเจอ บรรดาคนบาปเบื้องล่างพยายามปีนป่ายตามมันขึ้นมา ชายผู้นั้นลอบคร่ำครวญในใจว่า ด้ายเส้นบางเส้นนี้จะสามารถทานทนน้ำหนักพวกมันได้เชียวหรือ คิดดังนั้นจึงตะโกนออกไปว่า “เจ้าพวกคนชั่วช้า เชือกเส้นนี้เป็นของเรา จงอย่าได้คิดปีนป่ายขึ้นมา” หลังจากชายผู้นั้นกล่าวจบ เส้นใยแมงมุมสีเงินนั้นก็พลันสะบั้นออกตรงส่วนเหนือจากชายคนนั้นขึ้นมา

ชายผู้นั้นหล่นลงสู่บ่อเลือดแห่งนรกอเวจีอีกครา”

เถ้าแก่หลงเล่านิทานจนจบ หันไปมองกระบี่โปรยบุปผา เล็กน้อย ก่อนขยับตัวไปใกล้หน้าต่างยิ่งขึ้น

“เหอผิง เจ้าทราบหรือไม่ว่า ‘บุปผาขจรไกล’ ก็เป็นเช่นเดียวกับสายใยของแมงมุมเงินตัวนั้น”

กระบี่โปรยบุปผาครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนกล่าวออกมาว่า

“บุปผาขจรไกล เป็นทางออกสำหรับยุทธ์ภพขณะนี้ พรรคกระยาจกเคลื่อนกำลังเต็มพื้นที่ ย่อมมีแผนการเลวร้าย ท่านเองเมื่อก่อนก็เคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มา ไฉนยังคงวางใจเรื่องราว”

เถ้าแก่หลงถอนหายใจเนิ่นนาน สีหน้าหม่นหมองลง

“คราครั้งนั้นบิดาเจ้าก็กล่าวต่อเราเช่นนี้ เหอผิง บุปผาขจรไกล เมื่อใช้ออกต้องครุ่นคิดให้รอบคอบ พรรคกระยาจกยังคงดำรงอยู่เช่นนี้ ไฉนเจ้าไม่ใคร่ครวญให้ดีว่า เหตุใดพวกมันยังคงมีลูกพรรคมากมายยิ่งกว่ากาลก่อน เจ้าบอกต่อเราได้หรือไม่ว่าครั้งนี้จะไม่เป็นเช่นกาลก่อน”

กระบี่โปรยบุปผาเงียบงัน ไม่กล่าววาจาอันใดออกมาอีก คล้ายกำลังตกอยู่ในห้วงความคิดสับสนร้อนรน เถ้าแก่หลงยิ้มหม่นหมอง มองดูมันด้วยสายตาของบิดามองดูบุตรชาย

“ฝ่ายธรรมะเอย ฝ่ายอธรรมเอย สุดท้ายแล้วเจ้าว่าทำอย่างไรพวกเราจึงสามารถปีนป่ายพ้นซึ่งบ่อเลือดอเวจี”

กระบี่โปรยบุปผานิ่งเงียบไม่ตอบเช่นเคย

“เหอผิง – ชื่อเจ้ามีความหมายว่ากระไร เหอผิง เจ้าอย่าได้ลืมเลือน”

เถ้าแก่หลงกล่าวจบโรยควันยาเส้นออกสู่ภายนอกหน้าต่าง ในความมืดมิดเบื้องนอก สายควันเส้นนั้นมองไปคล้ายอิสตรีกรีดร่ายระบำชดช้อย ท่ามกลางอากาศธาตุว่างเปล่า ลมหอบหนึ่งพัดพาเอามวลควันมลายหาย

กระบี่โปรยบุปผาเฝ้ามองมวลควันนั้นอย่างครุ่นคิดชั่วครู่หนึ่ง หรี่ตาลง จากนั้นหลับตาสนิท มือหนึ่งเกาะกุมกระบี่กลีบบุปผาไว้ ไม่แนบแน่นเช่นกาลก่อนหน้า บัดนี้สีหน้ามันผ่อนคลาย คล้ายจิตใจได้รับการบรรเทาเรื่องราวบางประการ

ในสายควันยาเส้นของเถ้าแก่หลงซุกซ้อนเรื่องราวประการใดกัน

– – –

ภายในโรงเตี๊ยมอันสงบเงียบได้ชั่วเวลาหนึ่ง พลันเกิดเสียงตึงตังด้านล่างโรงเตี๊ยม เถ้าแก่หลงละสายตาจากภายนอก เดินก้าวเท้าอย่างมั่นคงเพื่อชมดูเหตุการณ์แปรเปลี่ยนภายใน เมื่อมาถึงริมระเบียงไม้ สามารถมองเห็นผู้คนเบื้องล่าง

หลงซีฮั้ว -เจ้าลูกไข่เต่า ไสหัวที่หดไว้ออกมาให้กับเราเฒ่าเติ่งเดี๋ยวนี้”

ผู้มาถึงมิได้ถนอมหน้าตาหรือท่าที กลับกล่าวเปิดเผยซื่อตรงด้วยน้ำเสียงแฝงพลังหลายส่วน คนผู้นี้มองอย่างละเอียดคล้ายคนชราคล้ายคนหนุ่มฉกรรจ์ในร่างเดียว แม้รูปกายภายนอกคือชายชราร่างเล็กไม่สูงใหญ่ อีกทั้งยังผอมบางเหมือนคนเป็นโรค ทว่าประกายตากลับสดใส น้ำเสียงกลับทุ้มลึกกังวานไกล สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์สีดำสนิท มีเพียงใบหน้าที่ขาวซีดราวกับไม่มีโลหิตไปหล่อเลี้ยง

เด็กๆในร้านเห็นว่าเกิดเรื่องราวไม่ดีเป็นแน่ ต่างเข้าหามุมห้องหลบซ่อนเฝ้าดูเรื่องราว เถ้าแก่หลงเพียงมองดูคนผู้นั้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เสียงหัวเราะในลำคอ-ฮึๆ ก่อนกล่าวออกอย่างเนิบช้า

เหล่าเติ่ง ทารกไข่เต่าเน่าคละคลุ้ง หรือเจ้าเบื่อหน่ายการมีชีวิตแล้วกระมัง” เถ้าแก่หลงกล่าวจบคล้ายมีเสียงหัวเราะของตนติดตามมาสมทบ จากนั้นโรยควันยาออกสู่เบื้องหน้า ประกายตาแปรเปลี่ยน คล้ายเป็นผู้คนอีกคนหนึ่ง ฉีกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์

“เฮ๊อะ!!” เหล่าเติ่งถอนหายใจหนักคราหนึ่งคล้ายกระแทกลมปราณลงพื้น รอบบริเวณเกิดมวลอากาศกระแทกออก ชั่วพริบตาเดียวเหล่าเติ่งบรรลุถึงขอบราวระเบียงเบื้องหน้าเถ้าแก่หลงด้วยความเร็วดุจภูติพราย ลมปราณเกรี้ยวกราดรอบตัวแผ่คลุมทั่วโรงเตี๊ยม ขณะนั้นมันห่างจากปลายกล้องยาสูบของเถ้าแก่หลงเพียงไม่กี่เชียะ

เพียงแต่ว่า จากคอหอยเหล่าเติ่งเพียงครึ่งเชียะ ปรากฏหนึ่งกระบี่รั้งสภาวะเอาไว้ ขอเพียงผู้กระชับกระบี่ในมือ กระแทกพลังใส่ด้ามกระบี่เล็กน้อย ผู้คนตรงข้ามย่อมมิอาจรักษาศีรษะของตัวเองไว้ได้

เหล่าเติ่งหรี่ตาลงเล็กน้อย คำรามในลำคอ กล่าวออกด้วยน้ำเสียงแจ่มใสว่า

“อ่า – กระบี่กลีบบุปฝา มิได้พบเจอกันนาน”

– – –

บึงน้ำกระจ่างจันทรา เรือน้อยเคลื่อนลอยเดียวดาย เงาสะท้อนในผิวน้ำวูบไหวไปทุกขณะที่ลำเรือเคลื่อนผ่าน กลางบึงน้ำกว้างใหญ่ปรากฏศาลาไม้หลังน้อยเพียงหนึ่ง ศาลาน้อยนั้นก่อสร้างฐานด้วยหินอัดแน่นจนเป็นรูป เสาไม้ท่อนไม่ใหญ่มากนักอีกทั้งยังคงรูปเดิมเมื่อแรกเดิม

กล่าวคือมิได้มีการตัดทอนความโก่งงอตามธรรมชาติ หากแต่อาศัยความเป็นธรรมชาติเดิมนั้น ค้ำยันพึ่งพิงกันอย่างลงตัว รายข้างมีต้นไผ่สี่ห้ากองอกงามโบยไหวไปมาเมื่อต้องลม มองแล้วขัดแย้งกับสภาพว่างเปล่าของเวิ้งน้ำรายรอบ

ไม่ห่างไกลกันนั้น พบเห็นเรือลำน้อยอีกหนึ่งลำ จอดนิ่งสงบอยู่ก่อนแล้ว ที่หัวเรือคล้ายมีคนผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลัง ใบหน้าเชิดขึ้นฟากฟ้าเบื้องบน เฝ้ามองแสงจันทร์ในอาการผ่อนคลาย เบื้องหลังมีผู้ติดตามเพียงหนึ่งเดียว หากแต่ประกายตาคนผู้นั้น แฝงประกายเจ้าเล่ห์ร้ายกาจผิดกับคนที่ยืนอยู่หัวเรือ

“ยาจกเจียม เจ้าว่าราตรีนี้ไฉนดูงดงามเป็นพิเศษ” ผู้ยืนตรงหัวเรือกล่าวกับคนเบื้องหลังโดยที่มิได้ละสายตาจากภาพเบื้องบน

“เรียนใต้เท้า สิ่งงดงามย่อมมีพิษภัยเคลือบแฝง ขอใต้เท้าพิจารณา” ยาจกเจียมกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ ดวงตามันยังกลอกกลิ้งไปมาคล้ายแมวระวังภัย

“ฮา ฮา ยาจกเจียม พิษภัยคือเสน่ห์ชนิดหนึ่งที่กระตุ้นผู้คนให้เคลิ้มฝัน บันดาลให้ผู้คนก่อเกิดปณิธาน เรื่องเช่นนี้เจ้าไฉนไม่ทราบ”

ใต้เท้าของยาจกเจียมหันกลับมามองหน้ามัน คล้ายต้องการคำตอบ ยาจกเจียมฉีกยิ้มอันเลวร้าย กล่าวออกด้วยน้ำเสียงดุจเดิม

“ความหิวโหยคือพิษร้ายกาจที่สุดที่ข้าน้อยรู้จักขอรับใต้เท้า”

ใต้เท้ามีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นวูบหนึ่ง จากนั้นโปรยยิ้มอย่างประจบเอาใจ ไม่กล่าววาจาต่อ เพียงหันกลับไปยืนอยู่ท่าเดิม

เนิ่นนาน…

จากนั้นปรากฏเรืออีกลำหนึ่งแล่นมาถึงเบื้องหน้าเรือลำที่จอดนิ่งอยู่ก่อน ระหว่างเรือทั้งสองคือศาลาน้อยบนเกาะเล็กๆกลางบึงน้ำ ในความสงบ มีผู้คนเดินออกมาจากห้องเรือ ผิวน้ำข้างเรือนิ่งสงบไม่โยกไหวไปมา

ผู้คนที่เคลื่อนไหวย่อมมีกำลังภายในไม่ธรรมดา

ผู้คนยามเคลื่อนไหวดูปลอดโปร่งงดงาม หนึ่งที่เดินนำ เป็นสตรีในชุดคลุมสีครามทมึนดูลึกลับ ใบหน้าผ่องใสกระจ่างเมื่อมี แสงจันทร์ทาบผ่าน อีกเงาร่างหนึ่งที่ติดตามออกมามองไปคล้ายเด็กหนุ่มใบหน้าคมคายเส้นผมทั้งศีรษะขาวโพลนแซมเทาหม่น ผิวเข้มแต่ประกายตาเจิดจ้าหากแต่นัยน์ตาส่วนที่ควรดำกลับขาว ส่วนที่ควรขาวกลับดำสนิท มือทั้งสองข้างกอดอกตัวเองกระชับ ในมือข้างหนึ่งถือซองกระบี่สีดำสนิท ผู้คนทั้งสองคล้ายเฝ้าคอยให้อีกฝ่ายหนึ่งเอ่ยวาจา

“ผู้มาถึงใช่คุณหนูไบหยุน (เมฆขาว)ใช่หรือไม่?” ใต้เท้าตรงหัวเรือกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง

“ใต้เท้าเหลิงยังจดจำเด็กน้อยได้ ไบหยุนยินดีที่ได้พบใต้เท้าอีกครั้ง” นางกล่าวไปพร้อมกันนั้นผสานมือคารวะใต้เท้าเหลิง

“ฮา ฮา บุรุษใดหลงลืมนามของไบหยุนน้อย สมควรจมน้ำตายสามคราจึงสาสม”

ใต้เท้าเหลิงหัวเราะหลายคำก่อนถามเรื่องราวต่อ

“เหล่าเติ่งเล่า ไฉนท่านผู้เฒ่ามิได้ร่วมเดินทางมากับคุณหนู?”

ไบหยุนยิ้มเล็กน้อย สายตาเย้ายวนชวนลุ่มหลง นางกล่างออกอย่างเนิบช้า คล้ายกับว่ากาลเวลารายรอบได้อยู่ในการควบคุมของนางแล้ว

“ท่านผู้เฒ่าระหว่างนี้คิดแวะเด็ด บุปผาขจรไกล ให้พ้นทางก่อนดำเนินแผนการ ขอใต้เท้าเหลิงอย่าได้กังวลใจ ”

ใต้เท้าเหลิงรับฟังเรื่องราวถึงกับหัวร่อออกมาอย่างสมอารมณ์หมาย

 

ผิวน้ำกระเพื่อมไหว

พระจันทร์บิดเบี้ยวไม่อาจรักษารูปกลมกลึง

เป็นความเคลื่อนไหวที่มิอาจคาดคำนวณ…

หมายเหตุ : (๑) นิทานที่เถ้าแก่หลงเล่าให้กระบี่โปรยบุปผาฟัง ดัดแปลงจากเรื่องสั้นเรื่อง ‘ใยแมงมุม’ ของริวโนะสุเกะ อะคุตะงะวะ ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง ราโชมอน (๒) เหอผิง แปลว่า สันติภาพ (๓) หลง แปลว่า มังกร ซีฮั้ว แปลว่า ถนอมบุปผา (๔) เติ่ง แปลว่า รอคอย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: