กระบี่ไร้ยางอาย ตอนที่ ๖ : ผู้คนจับปลาบนต้นไม้

clip_image002

กระบี่ไร้ยางอาย ตอนที่ ๖ : ผู้คนจับปลาบนต้นไม้


อัสดงกาล เมฆน้อยหยอกเย้าสายลม บุรุษหนุ่มเกี้ยวพาราสี ดรุณีแรกรุ่นกรีดกรายร่ายระเริง บรรยากาศขณะนั้นชวนหลงใหลจนคิดหายตัวมลายตนจากโลกีย์วิสัย สหายใต้หล้านั่งผ่อนลมหายใจซึมเซา ซินแสเกากลับมีสายตาเหม่อลอย เถ้าแก่หลงพลันหดหู่ไปตามกัน ไฉนพวกมันทั้งสามกลับมีอาการเช่นนี้

เบื้องนอกโรงเตี๊ยมกลับแตกต่าง ด้วยเพราะมีเสียงคึกคักของฝูงชน ในมวลหมู่ผู้คนนั้น ปรากฏเงาร่างคนผู้หนึ่งย่างก้าวแต่ละครั้งสง่างามกรุยกรายชวนมอง ในมือ ถือพัดจีบโบยสะบัดไปมาอย่างผ่อนคลาย คนทำการค้าพบเจอคนผู้นั้นเดินผ่านมา มิกล่าวทักทาย

"บัณฑิตธนูทอง วันนี้ท่านเมามายอีกแล้วกระมัง"

เสียงพ่อค้าขายบะหมี่ร้องทัก เป็นถ้อยความสามัญที่ใช้กันประจำ บัณฑิตธนูทองเมื่อเว้นว่างจากการงานมักหมดเวลาไปกับสุรานารี ดำเนินวิถีอย่างคนสามัญ หากแต่ชนชั้นบัณฑิตกลับเรียกมันว่า หานหลินเฟิง(บัณฑิตไม่เอาถ่าน)

ด้วยเพราะมันกลับไม่เอาธุระอันใดกับสมาคมบัณฑิตของทางการ ฉายาเช่นนี้มันกลับสมใจยิ่ง ด้วยเพราะทำให้ระลึกเสมอว่า การศึกษาไม่อาจจบสิ้น ด้วยเพราะมันคือบัณฑิตที่ไม่เอาถ่าน

"เราเมามายสุรา พวกขุนนางเมามายลาภยศ ดูว่าผู้ใดถูกความเมามายกลื่นกินก่อนกัน" มันตอบด้วยสำเนียงแจ่มใส น้ำเสียงนั่นแฝงกำลังภายในล้ำลึก เพียงกล่าวออกสามารถส่งถ้อยความไกลนับสิบลี้ คล้ายต้องการเอ่ยออกไปให้ใครบางคนสดับรับรู้ถึงความคิดของมัน และภาพความเป็นอยู่ของผู้คน

“กล่าวได้ประเสริฐ กล่าวได้สมใจยิ่ง” แม่ค้าขายสุราหมักข้าวเจ้านางหนึ่งตะโกนขึ้น
บัณฑิตธนูทองได้แต่ค้อมกายคารวะ

พ่อค้าชาวบ้านได้รับฟังผู้เป็นถึงบัณฑิตบอกกล่าวเย้ยหยันขุนนางขันทีล้วนแล้วรู้สึกสมใจยิ่ง ด้วยเพราะวาจาบัณฑิตผู้รอบรู้ล้วนมีน้ำหนักในสายตาชาวบ้าน บัณฑิตธนูทองกล่าวออกได้สมใจชาวบ้าน เนื่องเพราะมันเองดำรงตนระดับสามัญ

บัณฑิตธนูทองขณะนั้นพกพาสีหน้าแจ่มใสสาวเท้าก้าวเข้าร้านเหลาวิญญูชน กวาดสายตาพบคนทั้งสามนั่งทอดอาลัยอยู่ริมหน้าต่างชั้นสองของโรงเตี๊ยม จากมุมนั้นสามารถมองเห็นสายน้ำเบื้องนอก บัณฑิตธนูทองเห็นดังนั้นหรี่ตาลงเล็กน้อย คาดคำนวณเรื่องราว ในห้วงสมองครุ่นคิดมากมาย สุดท้ายเห็นว่ามันสมควรเดินเข้าไปถามไถ่พวกมันจึงประเสริฐ

คิดได้ดังนั้นเพียงบิดร่างเล็กน้อยทะยานขึ้นชั้นสองอย่างรวดเร็ว – นิ่มนวล

"ไฉนพวกท่านจึงนั่งปล่อยลมหายใจทิ้งขว้างกันเช่นนี้"

สหายใต้หล้าเงยหน้าขึ้นพบเจอบัณฑิตธนูทองผู้เป็นสหายจ่ายค่าสุราถึงกับตกใจวูบหนึ่ง

"ที่แท้เป็นท่าน" มันกล่าวจบคล้ายไม่มีเรื่องราวอันใดเกิดขึ้น จากนั้นเพียงหันหน้าไปยังตำแหน่งเดิมที่สายตาละจากมา ซินแสเกาทั้งเถ้าแก่หลงก็เป็นเช่นเดียวกัน ครู่หนึ่งมันทั้งสามพลันถอนหายใจโดยพร้อมเพรียง

บัณฑิตธนูทองเห็นเช่นนั้นพานรู้สึกคันยุบยิบในดวงใจ ขณะที่คิดถามไถ่เรื่องราวให้แน่ชัด สายตามันก็เคลื่อนไปพบเจอเข้ากับ…

ประกายน้ำยามต้องแสงอาทิตย์อัสดงแพรวพราว แม่น้ำฉิว(เสาะหา)ไหลลอยเอื่อยเชื่องช้า แผ่วเบาเนิ่นนานจนแทบเรียกว่าผิวน้ำนั้นอยู่ในอาการสงบ เงาสะท้อนริมฝั่งตระการตาตรึงใจผู้คนยามพบเห็น ด้วยเพราะเงาสะท้อนนั้นบิดเบี้ยวผิดรูปแปรร่างจากสภาวะความจริง คล้ายสิ่งปรุงแต่งอันงดงาม ก่อเกิดจินตนาการหลากล้น เพียงพอให้กวีศิลปินใช้ต่อยอดตะกอนสำนึก สร้างสรรค์คีตากวีแลภาพวาดอันเลิศภพจบแดน

ไม่ไกลจากท่าเรือ พบเจอไม้ใหญ่แห้งตายทั้งยืนต้นหนึ่ง ขณะนั้นเห็นเพียงเส้นสายกิ่งก้านสาขาอันกว้างใหญ่ ไร้ใบห่มคลุม ชายชราผู้หนึ่งนั่งตกปลาอยู่บนต้นไม้นั้น ข้างกายพบว่ามีสุ่ม แหและเครื่องมือหาปลามากมายผูกร้อยเป็นพวงเดียว

บัณฑิตธนูทองเห็นภาพเช่นนั้นปรากฏเบื้องหน้าถึงกับสะท้านใจ มันพลันนึกถึงถ้อยความของท่านเมิ่งจื้อ กล่าวต่อ อ๋องฉีเซวียน ถึงการก่อสงครามโดยหลักคิดในการแผ่ขยายดินแดน

ด้วยเพราะเมื่อก่อสงคราม ประชาชนย่อมเดือดร้อน อาหารส่วนหนึ่งแต่ละมื้อต้องแบ่งปันให้ทหารเพื่อทำสงคราม โลหะที่ควรใช้เป็นเครื่องมือเพาะปลูกกลับต้องแปรเปลี่ยนเป็นศาสตรา เพียงเพื่อใช้เข่นฆ่าพี่น้องใต้ฟ้าร่วมผืนดิน

ดินแดนกว้างไกลย่อมไม่อาจมองเห็นทั่วถึง เช่นนั้นการดูแลรักษายิ่งเป็นเรื่องราวใหญ่หลวง นี่กลับเป็นเพิ่มภาระให้กับประชาชนโดยแท้

เมื่อเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ไม่ต่างอะไรกับการหาปลาบนต้นไม้ เนื่องเพราะนอกจากไม่ได้ปลา ยังอาจเกิดอันตรายพลาดพลั้งตกลงมาเจ็บตัวภายหลัง นับเป็นการใช้วิธีที่ผิดฝืนธรรมชาติเพื่อให้ได้มา คิดถึงตรงมันถึงกับทอดถอนใจไปกับผู้คนเบื้องหน้า

ด้วยไม่คาดคิดว่าจะเห็นภาพเช่นนี้ในยุคของพวกมัน

หากแต่ภาพคนหาปลาเบื้องหน้าย่อมมีต้นสายปลายความ ชายชราผู้นั้นไฉนต้องการเสียดสีเย้ยหยันชีวิตถึงเพียงนี้ มันเหลียวหน้าไปทางซินแสเกา เพียงเอ่ยถามเบาๆ เพราะเกรงจะรบกวนอารมณ์รันทดของผู้คน

"ไฉนผู้อาวุโสท่านนั้นจึงหาปลาบนกิ่งไม้ตายซาก?"

ซินแสเกาไม่แม้แต่จะเหลือบแลผู้คน กระทั้งมิกล่าวถ้อยความใด ราวกับถ้อยคำต่างๆล้วนสิ้นเปลืองยิ่งในเวลาเช่นนี้ เพียงชี้นิ้วออกไปภายนอกหน้าต่าง ห่างไปไม่ไกลคือท่าเรือ บัณฑิตธนูทองเห็นภาพเบื้องหน้าถึงกับคราง

‘อา’

ภาพที่พบเจอคือเรือลำหนึ่ง เป็นเรือไม้ขนาดใหญ่เท่าตึกสามชั้น เบื้องบนมีศาลาน้อยหลายหลัง แต่ละหลังกรุม่านพรางตา ผู้คนมองจากภายนอกไม่อาจทราบได้ว่าผู้คนภายในกระทำเรื่องราวอันใด แต่ผู้อยู่ภายในกลับสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมภายนอก จึงเป็นแพรพรรณชนิดพิเศษที่นำเข้าจากนอกกำแพงใหญ่

บนเรือตกแต่งประดับประดาดวงโคมหลากสีสัน ชมดูจนละลานตา ผู้คนบนเรือล้วนแล้วสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์แพรพรรณเลิศหรู ย่อมแสดงว่าเป็นชนชั้นไม่ธรรมดา

ลำดับขั้นลดหลั่นลงมาเป็นห้องจัดเลี้ยง มีมโหรีบรรเลงขับคลอบรรยากาศอันงามงดเบื้องหน้า ผู้คนในชั้นนั้นกลับมองออกว่าเป็นพ่อค้าแม่ขายระดับธรรมดา แต่ก็ไม่ถึงกับยากไร้ คนพวกนี้ยินยอมเสียเงินทองบ้างเล็กน้อยเพื่อซื้อหาความตื่นตาตระการใจ ด้วยเพราะพวกมันไม่ว่าอย่างไรขอมีส่วนร่วมกับสิ่งแปลกใหม่ที่ก่อกำเนิดขึ้นบนโลกหล้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเกิดด้วยน้ำมือมนุษย์ ฤ ธรรมชาติ

“นี่กลับเป็นเรือสำราญของผู้ใดจัดทำขึ้นมา” บัณฑิตธนูทองเอ่ยถาม

“พ่อค้าสมัยนี้ล้ำหน้ายิ่ง ถึงกับนำบรรยากาศยามสุริยาแสงอัสดงส่งขายต่อชาวบ้านได้”

เถ้าแก่หลงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เราทำการค้ามาเนิ่นนานยังเข้าใจว่า บรรยากาศยามเย็นล้วนแล้วเป็นสิ่งที่ธรรมชาติจัดสรรให้เปล่าต่อผู้คน” มันกล่าวออกด้วยน้ำเสียงแฝงอารมณ์ขุ่นเคือง

บัณฑิตธนูทองรับฟังคล้ายไม่แน่ใจว่า เถ้าแก่หลงเห็นว่านี่กลับเป็นเรื่องที่มันพลาดโอกาสที่จะกระทำถึงกับขุ่นเคืองที่มีคนพานตัดหน้ากระทำเรื่องราวเช่นนี้ หรือกล่าวออกด้วยรู้สึกถูกเอาเปรียบโดยไม่อาจขัดขืน

จากสิ่งที่เห็น มันร้อยเรียงเรื่องราวจากภาพที่เห็นค่อยสรุปได้ว่า ด้วยเพราะเรือลำนี้เอง ชายชราหาปลาผู้นั้นถึงกับอับจนหนทางที่จะออกเรือหาปลา ด้วยเพราะท่านออกหาปลายามราตรี และด้วยเรือเล็กจึงมิอาจล่องเรือท่องผืนน้ำกว้างใหญ่ได้ เรือใหญ่ลำนี้เมื่อออกหาความสำราญยามอัสดงยาวเรื่อยไปจนถึงราตรีกลับกลายว่าหยิบฉวยโอกาสทำมาหากินของผู้อื่น

พ่อค้าที่คิดฉกฉวยกำไรจากความลำบากของผู้อื่นมีเพียงผู้เดียวในนครแห่งนี้

“กงจื้อกะไหล่เงิน” บัณฑิตธนูทองกล่าวออก เถ้าแก่หลงพยักหน้าบงบอกความหมาย

“ยังมีอีกหนึ่ง” ซินแสเกาเสริม

“ยังอีกหนึ่ง!! – คนชั่วช้าเช่นนี้กลับมีเพิ่มอีกหนึ่ง ฮาๆ ดูท่าว่า พวกท่านตื่นเช้าขึ้นมาชมดูพระอาทิตย์ทอแสงยังต้องซื้อหาจับจ่ายบรรยากาศ”

บัณฑิตธนูทองกล่าวออกด้วยน้ำเสียงขมขื่นยิ่ง สหายใต้หล้าหับขวับมาจ้องมองที่มัน อารมณ์ผู้คนยามนี้คล้ายอัดอั้นในอก ไม่อาจบอกกล่าวอันใด ภาษิตว่าไว้เรื่องน้ำท่วมปากกลับเป็นเช่นนี้ บัณฑิตธนูทองไม่เหลียวแล สหายใต้หล้า มองจ้องออกไปเบื้องนอก ขบคิดเรื่องราว เพียงชั่วเวลาสามสี่ลมหายใจเข้าออก มันถึงกับคลี่พัดในมืออก โบกโบยลมเย็นเข้าหาตัว จากนั้นสะบัดเก็บพัดด้วยความรวดเร็ว เสียงสับพัดหนักแน่น จากนั้นมันกล่าวออกมาอย่างมาดมั่น

“มันเป็นใคร?”

ซินแสเกาซ้อนดาบในรอยยิ้ม กล่าวออกอย่างเชื่องช้า แผ่วเบายิ่ง ด้วยเกรงว่ามีผู้อื่นได้ยิน

“ใต้เท้าเหลิง” ยามเอ่ยถึงคนผู้นี้ มันต้องระบายลมออกปากหนึ่งครา

“ใต้เท้าเหลิง – ทางการไฉนเห็นดีเห็นงามกับกิจการเช่นนี้”

บัณฑิตธนูทองกล่าวออกด้วยน้ำเสียงแจ่มใส น้ำเสียงนั้นแฝงกำลังภายในหลายส่วน คาดว่าสามารถเดินทางไปหลายร้อยลี้ เถ้าแก่หลงถอดสีหน้า ฝ่ามือตบโต๊ะ สีหน้าเคียดแค้นขึ้นทุกขณะ จากนั้นกล่าวออกว่า

“ใต้เท้าเหลิงเห็นพวกเราชาวบ้านมีชีวิตผ่านไปราบเรียบสามัญธรรมดา ชมชอบให้ผู้คนเกิดความสำราญ สมควรชื่นชมท่านจริงๆ”

“ฮาๆ ประเสริฐประเสริฐ สมควรชมเชยท่านจริงๆ ฮาๆ” ซินแสเกาเอ่ยขึ้นบ้าง ในน้ำเสียงแฝงกำลังภายในเช่นกัน ไม่ทราบว่าผู้ใดสามารถสดับรับฟังได้บ้าง สหายใต้หล้าเห็นเช่นนั้น รวบรวมกำลังภายในกล่าวออกว่า

“ฮาๆ สมใจนัก ผู้คนหาปลากลับไม่ต้องออกเรือหาปลาก็มีงานทำ ด้วยพวกเขาได้รับโอกาสให้สมัครเป็นพนักงานประจำเรือ โอ่-เรือสำราญเช่นนี้ทำเงินให้กับพ่อค้าขุนนางกลับสามารถสร้างอาชีพให้กับผู้คนต่ำต้อย ประเสริฐ ประเสริฐ ยังมีเรื่องราวใดประเสริฐเช่นนี้”

“แล้วคนหาปลานั่นเล่า ท่านคิดเห็นอย่างไร? เถ้าแก่หลง” บัณฑิตธนูทองถามไถ่เถ้าแก่หลงเชิงหยอกเย้า เถ้าแก่หลงเป็นพ่อค้าธรรมดาสามัญไฉนมีกำลังภายในส่งเสียงออกด้วยกำลังภายในเย้ยหยันสังคมได้ ซินแสเกาเห็นดังนั้น ถึงกลับกล่าวออกแทนว่า

“เถ้าแก่หลง ท่านย่อมมองหาผลกำไรออก ชายชราหาปลาผู้นั้น ท่านเพียงจ้างวานให้ท่านหาปลาบนต้นไม้เป็นประจำทุกวัน จัดหาที่นั่งจิบชาร่ำเมรัยเสียหลายที่ ผู้คนมักชมชอบของแปลกใหม่ คนหาปลาบนต้นไม้กลับค้ากำไรได้ ท่านว่าความคิดนี้ดีหรือไม่”

หลังกล่าวจบมันหัวร่อยาวนาน

เถ้าแก่หลงเห็นดังนั้นถึงกับครุ่นคิดชั่วเวลาหนึ่ง คล้ายเห็นคล้อยตามอยู่หลายส่วน ทว่ากลับมีสิ่งหนึ่งคัดคานความคิดนั้นไว้ กล่าวออกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

“พวกท่านกลับชั่วร้ายนัก นี่รึที่เรียกตัวเองว่าบัณฑิต นี่หรือวิญญูชน ข้าพเจ้าแม้เป็นพ่อค้า แม้หวังกำไรอยู่บ้าง อย่างน้อยยังคงรักษาความสมดุลระหว่างกำลังซื้อกำลังขาย ไฉนเลยบีบคั้นให้ผู้คนยอมจำนนต่อการผูกขาดนั่นได้”

บัณฑิตธนูทองหันมามองซินแสเกาพร้อมสหายใต้หล้า กลับปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายชนิดหนึ่ง คนทั้งสามสบตากันคล้ายมีเรื่องราวต้องกระทำให้ได้ประการหนึ่ง พานลุกขึ้นจากเก้าอี้ ซินแสเกากลับเอ่ยความขึ้นมาอย่างธรรมดาสามัญมิได้แฝงลมปราณกำลังภายใน

“เรือใหญ่เช่นนั้นยามล่มลงคงใช้เวลาหลายชั่วยาม”
“พนักงานบนเรือส่วนใหญ่เป็นอดีตลูกแม่น้ำ ความกว้างแม้น้ำเท่านี้สามารถเอาตัวรอดได้”

เถ้าแก่หลงรับฟังคล้ายคาดเดาเรื่องราวได้หลายส่วน ถึงกับตลึงลาน

“พวกท่านคิดกระทำการอันใด?”

บัณฑิตธนูทองมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า หันกลับไปมองซินแสเกาพร้อมพยักหน้าคล้ายรับทราบเรื่องราว จากนั้นคนทั้งสองอาศัยท่าร่างอันปราดเปรียวท่องทะยานออกไปทางหน้าต่างชั้นสองของโรงเตี๊ยม เพียงติดตามเงาร่างสหายใต้หล้าที่เคลื่อนไหวออกตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทราบ

เถ้าแก่หลงเฝ้ามองเงาร่างคนทั้งสามเลือนลับหายไปในเงาเรือนร้านค้าอันเรียงรายไร้ระเบียบ ภายในใจครุ่นคิดถึงปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องราวง่ายดาย ภายใต้การสนับสนุนของใต้เท้าเหลิง ยอดฝีมือมากมายล้วนประจำการอยู่บนเรือนั้น คิดถึงตรงนี้พลันรู้สึกว่ามีผู้คนยืนอยู่เบื้องหลังโดยที่มันไม่ทราบว่าคนผู้นี้มาถึงเมื่อใด

มันคนค้าขายแม้ไม่เป็นวรยุทธ์ทว่าประสาทหูตากลับว่องไวด้วยเพราะคนทำการค้าย่อมต้องอาศัยหูตาทำงานสัมพันธ์กับความคิด คนผู้มาถึงสามารถเข้าถึงตัวมันได้เพียงนี้โดยที่มันไม่อาจรู้สึกสำนึกได้นอกจาก สหายใต้หล้า ซินแสเกา บัณฑิตธนูทอง หนึ่งเดียวไม่มีผู้ใดในเมืองนี้ย่อมเป็น

“กระบี่โปรยบุปผา หรือท่านคิดตามพวกมันไปชื่นชมเรือสำราญ?” เถ้าแก่หลงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ผู้มาถึงไม่กล่าวอันใดเพียงดึงเก้าอี้เบื้องหน้าออก จากนั้นค่อยนั่งลง ผายมือออกไปยังเก้าอี้อีกตัว คล้ายต้องการให้เถ้าแก่หลงนั่งลงเพื่อสนทนา ใบหน้ามันขาวกระจ่างรับกับอาภรณ์สีขาวดุจหิมะ ดวงตากลับคมกริบไม่ต่างอันใดคมกระบี่กลีบบุปผาที่วางลงเบื้องหน้ามัน

“คนพวกนี้กระทำเรื่องราวอันใดล้วนไม่เกี่ยวข้องกับเรา “ กระบี่โปรยบุปผากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หยุดชั่วคราก่อนเอ่ยความ

“เถ้าแก่หลง ท่านทราบหรือไม่ว่าพรรคกระยาจกเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว?”

เถ้าแก่หลงนั่งลงยังเก้าอี้เบื้องหน้าตนเอง กลับไม่ได้นั่งตรงที่กระบี่โปรยบุปผาชี้นำ กล่าวออกด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม สายตาสอดส่ายไปทั่วบริเวณ แม้ในขณะนั้นผู้คนในร้านแทบจะไม่มีใครนอกเสียจากบริกรในร้าน

“พวกมันเคลื่อนไหวเสมอ – แน่นอนเมื่อมันรู้สึกหิวโหย”

เถ้าแก่หลงมองออกไปภายนอกหน้าต่างบานน้อย ขณะนั้นครุ่นคิดเรื่องราวสืบต่อ ไม่นานจึงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

"เพียงครั้งนี้ พวกมันคิดรับประทานอันใดเพื่อประทังความหิวโหยกัน?"

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: