ปารมิตา : ฉบับร่างตอนเดิม

 

ปารมิตา (ในอีกฟากฝั่งหนึ่ง)

บทนำ :

กระบี่ไร้โลหิต : ภาคแรก

บทนำ :

~~~

บทที่๑ : ศาสตราวุธ

ตอนที่๑ : ปราการบูรพา
ตอนที่๒ : ริ้วรอย
ตอนที่๓ : เทพศาสตรา
ตอนที่๔ : วีรกรรม
ตอนที่๕ : หนีตาย

~~~

บทที่๒ : เกาะสำราญ

ตอนที่ ๖ : เทพสุรา
ตอนที่ ๗ : สุรารสเลว
ตอนที่ ๘ : หลวงจีนสามจุด
ตอนที่ ๙ : มารน้อย
ตอนที่ ๑๐ : ข่าวสาร

~~~

บทที่๓ : วังมังกร

ตอนที่ ๑๑ : ห้องมืด
ตอนที่ ๑๒ : ไร้กระบี่
ตอนที่ ๑๓ : โลหิตดำ
ตอนที่ ๑๔ : มารดา
ตอนที่ ๑๕ : ลาจาก

~~~

บทที่ ๔ : ส่งต่อ

ตอนที่ ๑๖ : ผู้มาเยือน
ตอนที่ ๑๗ : ขุนเขา
ตอนที่ ๑๘ : ความต่างชั้น
ตอนที่ ๑๙ : ลมปราณอ่อน
ตอนที่ ๒๐ : ผู้นำทาง
ตอนที่ ๒๒ : มารเฒ่า
ตอนที่ ๒๓ : เซียนกระบี่ฟ้าทารกราตรี
ตอนที่ ๒๔ : มังกรเมฆา
ตอนที่ ๒๕ : กำเนิดใหม่
ตอนที่ ๒๖ : กระบี่ที่ใช้การมิได้

จอมกระบี่ไร้อันดับ : ภาคเริ่ม

บทนำ :

บทที่๑ : เมืองเทวะ

ตอนที่๑ : คัมภีร์เทพ
ตอนที่๒ : ไร้อันดับ
ตอนที่๓ : ธารา
ตอนที่๔ : ต่างวิถี
ตอนที่๕ : สหาย

บทที่๒ : มารขาว

ตอนที่๑ : อาภรณ์มรกต
ตอนที่๒ : รูเข็ม
ตอนที่๓ : มังกรเมฆา
ตอนที่๔ : หยั่งเชิง
ตอนที่๕ : สูญเปล่า

บทที่๓ : ชำระกระบี่

ตอนที่๑ : ความรัก
ตอนที่๒ : พลิกแผ่นดิน
ตอนที่๓ : วัชรา
ตอนที่๔ : หลั่งโลหิต
ตอนที่๕ : หลบเร้น

~~~

ปรมัตถะ : ภาคสุดท้าย

บทนำ :

บทที่๑ : โลกุตตระ

ตอนที่๑ : รวมพล
ตอนที่๒ : กระบี่โลหิตขาว
ตอนที่๓ : กระบี่โลหิตดำ
ตอนที่๔ : ประกาศิตเทวะ
ตอนที่๕ : หลงทาง

บทที่๒ : ขุนเขา

ตอนที่๑ : ในขุนเขา
ตอนที่๒ : บิดา
ตอนที่๓ : ทำลายวรยุทธ์
ตอนที่๔ : อักษร
ตอนที่๕ : ล่วงพ้น

บทที่๓ : มลายสิ้น

ตอนที่๑ : หมดหนทาง
ตอนที่๒ : หัวใจ
ตอนที่๓ : สยบมังกร
ตอนที่๔ : สำนึกรู้
ตอนที่๕ : มลายสิ้น

 

 

 

ท่ามกลางละอองหมอกจางเจือ  ศาลาไม้เล็กๆ มักปรากฏเงาร่างคนผู้หนึ่ง เป็นชายชราร่างเล็ก สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ มือหนึ่งถือป้านกาน้ำดีบุก พรั่งพร้อมกล่องชุดถ้วยชาดินเผาเนื้อละเอียดเผาเคลือบเขียนลวดลายภาพธรรมชาติอย่างหยาบ ดูไปมิได้มีคุณค่ามากนัก  มือข้างหนึ่งคล้ายถือไม้เท้าไม้ไผ่ลำเล็กมองไปคล้าย ชายชราผู้น่ารัก ผู้หนึ่ง

ใบหน้าท่านเหี่ยวย่นตามอายุ ทุกอย่างล้วนปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ  บางทีท่านมักคิด ไฉนคนเราประหลาดนัก ผู้เยาว์ย้อมผมขาวคล้ายคนแก่ชรา คนเฒ่าชราคล้ายย้อมหัวให้สีดำ ท่านมักคิดได้อีกประการหนึ่ง

"หรือเป็นเพราะความประหลาดของผู้คนกลับเป็นธรรมชาติชนิดหนึ่ง "

"ท่านผู้เฒ่าไปไหน" ชาวนาจูงกระบือตัวดำสนิทเอ่ยถาม

"ย่อมเป็นศาลาไม้ปลายผา"  ท่านยิ้มแย้มเสมอ เวลาเอื้อนเอ่ยวาจา
"ผาศิลา" ชายชาวนาเอ่ย

"เป็นผาศิลาจริง … ท่านเล่าคิดไปที่ใดแล้ว "
"ข้าพเจ้าคิดกลับบ้านแล้ว … ดูท่าว่าฝนเริ่มมาอีกหน "

"อ้อ !" ชายชราคล้ายมองท้องฟ้า สีหน้าเกิดความคิดประการหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า
"เช่นนั้นท่านรีบไปเถอะ … ดูท่าว่า … " น้ำเสียงพลันหยุดลงชั่วครู่

" เป็นเช่นไรหรือท่านผู้เฒ่า " ชาวนาคล้ายมีความสงสัย
" แล้วไปเถอะ .. ไม่มีอันใด เจ้าอย่าห่วง "

เฒ่าชรายิ้ม ภายในยิ้มซุกซ่อนเรื่องราวประการหนึ่ง
" อย่างนั้น…ข้าพเจ้าคิดไปแล้ว… โชคดีท่านผู้เฒ่า " กล่าวเสร็จจึงดึงกระบือก้าวจากไป

ชายชราเหม่อมองเมฆฝนเบื้องหน้า ไกลสุดตา ท่านคล้ายพบเห็นคนผู้หนึ่ง มองให้ดีเป็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง  ร่างกายสูงโปร่งมิได้สูงจนเกินไปมิได้เตี้ยต่ำจนเกินไป เพียงเป็นเด็กหนุ่มผิวสีแทนกรำแดด สวมใส่เสื้อผ้าสีเทาดิบด้าน ผูกรัดเพียงหลวมสบาย มิได้รัดรึงจนแนบเนื้อ  ดวงตามันกลมโต ดำขลับ คิ้วหนาเข้มขมวดจนแทบเป็นเส้นเดียวกัน มันคล้ายเหน็ดเหนื่อยยิ่ง มิทันเห็นใบหน้าชัดเจน ชายชราก็พลันเอ่ยวาจา

" มารน้อย ตัวเลวร้ายอันน่ารัก ลมฝนมิได้โปรยปรายเพียงหยดน้ำจริงๆ  "
น้ำเสียงนั้นอบอุ่นยิ่งนัก เด็กหนุ่มยิ้มรับชายชรา เพียงเอ่ยประโยคสั้นๆ

“ ลมฝนโชยข้าพเจ้าตัวเลวร้ายมาเยือนท่านผู้เฒ่าจริงๆ “

<strong>ภายใต้ร่มเงาไม้อันราบเรียบ</strong>
หนึ่งบุรุษหนุ่มหนึ่งเฒ่าชรา นั่ง เหม่อมองผืนฟ้า ผ่อนลมหายใจรดสายลม
หลังฝนโปรยปราย ภายใต้ศาลาเรือนไม้ ที่ปลูกขึ้นง่ายๆ

ติง! …
เสียงเม็ดหมากแรกแตะลงกระดานหิน ฉากหลังเป็นรูปท้องฟ้าสดใส กระดานหินตั้งสนิท คงมีแต่เวลาและสิ่งรายรอบล้วนแล้วเคลื่อนไหว  มารน้อยละมือจากเม็ดหมาก ชายตามองเฒ่าชรา ผู้ที่นั่งมองเตาไฟราวกับกลัวว่ามันจะมีเท้าเดินหนีหาย

"น้ำ ร้อน ได้ ที่ แล้ว … เจ้า จะ รับ ชา สัก หน่อย ไหม "
เสียงแหบพร่าลอยมาคล้ายเสียงวิญญาณแห่งสายลม

"น้ำร้อนได้ที่ ชาชงเรียบร้อย … ใยท่านผู้เฒ่าไม่คิดนั่งลง…วางหมากเป็นเพื่อนข้าพเจ้าเสียหน่อย"
มารน้อยเอ่ยถาม

"มารน้อยเจ้าใจร้อน…เจ้าใจร้อนใยกัน … ยังมีเวลาอีกมากสำหรับหมากตานี้ ผู้ชราเช่นเรามีเวลาให้เจ้าเสมอ หากแต่น้ำร้อนต้องเย็นลงข้าคิดว่าเราต้องรอให้ถ่านแดงอีกรอบกระมัง " เฒ่าชราตอบความ

"ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านผู้เฒ่าชมชอบการชงชา แต่มิชมชอบการเลือกชา"
มารน้อยยกชามใบน้อยรองรับชาร้อนจากกาน้ำดินสีดำขลับ

"ชงชานั้นเราก็ชอบอยู่ หากแต่เมื่อใดขาดคนนำชามามอบ ตอนนั้นเฒ่าชราเช่นข้าคงหันมาสนใจการเลือกชา "
เฒ่าชราส่งยิ้มอบอุ่น มารน้อยยิ้มรับรอยยิ้มนั้นก่อนจะเอ่ยถาม

"ผู้ใดให้ท่านโยกย้ายตัวเองมาสถิต ณ. ที่อันสงัดห่างไกลสีสันของม่านเมืองถึงปานนี้"
มารน้อยวางชามลงด้านข้าง ทำมือปัดไปมาเหนือชาม
ไอร้อนจากของเหลวลอยระบำเหมือนนางรำร่างบาง

" หรือเป็นเพราะท่านชมชอบ…เรื่องราวราบเรียบ "

ไม่มีคำตอบจากเฒ่าชรา มีเพียงยิ้มอันจืดจางเท่านั้น  รสยิ้มของท่านผู้เฒ่าคงคล้ายน้ำอุ่นสุกใส หากแต่ตอนนี้น้ำนั้นนิ่งสนิทไร้ เรื่องราวให้เคลื่อนไหว  ผู้ใดจะทราบได้ว่าสายน้ำเส้นนี้เดินทางมาไกลสักเท่าใดแล้ว ผ่านเรื่องราวมากมายเพียงใดแล้ว ผู้ใดเล่าจะทราบได้ …

" เหตุผลหนุ่มสาวมักไม่คล้ายเหตุผลผู้เฒ่าชราเช่นเรา "
มารน้อยยิ้มเล็กน้อยเบือนหน้าออกไปเบื้องนอก อากาศเริ่มมีมวลความชื้น สายลมพัดแผ่วเบา บางครั้งหนักหน่วง

"ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ เหตุไฉนผู้คนเรียกท่านว่ามารเฒ่า "
มารน้อยยกถ้วยชาขึ้นกรอกลงคอราวกับลิ้มรสสุรา หากแต่ว่ามิใช่สุรา หากแต่ว่ามันคือชา เมื่อเป็นชาย่อมมิเมามาย
ติง! …หมากรองเดินในพื้นที่โล่งกว้าง
"ชาของท่านผู้เฒ่ารสเข้มนัก … บาดคอข้าพเจ้าเหลือเกิน"
มารน้อยหรี่ตา กลืนชาที่เหลือในถ้วยจนหมด
"เข้มนักใยท่านไม่เติมน้ำเพิ่ม กลับกระเดือกลงไปทั้งอย่างนั้น " เฒ่าชราเอ่ยถาม
มารน้อยถอนหายใจราวกับมันแบกโลกไว้สองใบ แม้นว่าบนหลังมันมิได้มีโลกให้แบกไว้จริงๆ
"บางที่คนเราลองลิ้มรสความขมเข้มของรสชาติบ้างเป็นไรไป" มารน้อยตอบ
พลันยกถ้วยชายื่นไปเบื้องหน้าเฒ่าชรา

"ท่านนั้นช่างแปลกคน … หากแต่ข้าพเจ้าก็ชอบท่านตรงด้านนี้ละ"
เฒ่าชราบรรจงรินชา

"ถ้วยชาท่านเล่า"
"ถ้วยชาข้านั้นเหรอ … "

มารเฒ่าเบือนหน้าเหม่อมองออกไปเบื้องหน้า ท้องฟ้าเริ่มมีปุยเมฆตั้งท้องแก่อีกครั้ง
"ดูท่าว่าฝนจะตกอีกครั้ง…เหล่าสหายท่านท่าทางจะไม่พ้นต้องเปียกปอนแล้ว"

กล่าวจบท่านผู้เฒ่ากลับยกป้านกาซดของเหลวที่ไหลวนอยู่ภายใน

"สหายที่กำลังมา นั้นคล้ายเป็นเหตุผลที่ทำให้ท่านมารน้อยต้องมานั่งลิ้มรสชาต่างสุรา หาคนเล่นหมากล้อม กับเฒ่าชรากระมัง"

เฒ่าชราวางกาชาลงบนเตาไฟ ตวงน้ำเพิ่ม เม็ดพราวของฟากฟ้าก็เริ่มแตะผิวปฐพี มารน้อยเพียงเหม่อมองที่ชายริ้วหญ้าแฝกแห้งกรอบที่มุงศาลาไม้ ผ่อนลมหายใจ เหมือนมันระบายปัญหาที่กลืนไว้นาน ออกมารับ อากาศภายนอก แล้วจึงกลืนกลับไปใหม่ เสียงบ่นพึมพำของชายชราร่องลอยดุจวิญญาณภูติพราย

“ มารน้อย?”
“ มีอันใดเล่ามารเฒ่า ”

" มารเฒ่าได้กลิ่นดรุณีน้อยนางหนึ่ง เคลื่อนไหว ราวกับเป็นเพื่อนสายลม หากแต่เป็นลมร้อน"

เฒ่าชราละจากเตาไฟ พลิ้วกายมาทิ้งตัวลงด้านข้างมารน้อย ยื่นคางชี้ไปเบื้องหน้า  มารน้อยยังจับจ้องไปที่ริ้วชายของหญ้าแฝก หยดน้ำที่ลู่ลงจากแต่ละเส้นสายล้วนแล้วค่อยๆถี่ช่วง มันกลับเอ่ยประโยคลอยๆ

"ข้าพเจ้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดมารดาข้าเรียกท่านว่ามารเฒ่า…"
เฒ่าชรายื่นมือออกรับหยดพิรุณเสียงตัง แปะ!
"ท่านผู้เฒ่า ไฟกำลังดับ"
"ปล่อยมันเถอะ "

"ท่านผู้เฒ่า…"
ติง!… หมากตาที่สามขยายพื้นออกด้านข้าง

"ตาท่านแล้ว"

มารน้อยกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ สายตากลับไปจับจ่องที่ชายหญ้าแฝกอีกครา
สายลมเริ่มพัดแรง พิรุณโปรยปราย
สหายผู้มาเยือนล้วนเปียกปอน
ล้วนแล้วเปียกปอน
ย่อมมิได้มาเยือนเพียงผู้เดียว
..

เกลียวคลื่น ของสายลมยามฟ้าฝนเคลื่อนคลานสั่นคลอนศาลาไม้หลังน้อย
กำเนิดเสียงบิด เอียดอาดของเนื้อไม้

กระดานหมากล้อมหินกลับตั้งนิ่งสนิทเม็ดหมากกลับสั่นเล็กน้อย อาศัยว่าเป็นหินกรวดกลมกลึงจึงสามารถ วางตนท่ามกลางกระแสลมแรง บุรุษน้อยเคลื่อนกายเล็กน้อยสายตายังจับจ้องอยู่ที่เดิมเนิ่นนาน เนิ่นนานมากแล้ว ถ่านร้อนกลับชะชื้น หลงเหลือแค่ควันปะทุ

" ท่านผู้เฒ่า " มารน้อยเอ่ย
" หมากตานี้เป็นเราเดินเชื่องช้ายิ่ง "
ชายชราหยิบเม็ดหมาก วางลงกระดานหินเนิ่นนาน คล้ายละทิ้งกฎเกณฑ์ของเวลาไปชั่วขณะ
จากนั้นจึงปล่อยเม็ดหมากนิ่งสงบ
" เป็นท่านผู้เฒ่ากลับชรามากขึ้น "
" เป็นเช่นนั้นจริงดังเจ้าว่า…เรากลับแก่เฒ่าแล้ว "สายตาของทั้งคู่หาจับจ้องไปที่กระดานหมากไม่ชายชรากรอกตาไปมา สีหน้าคล้ายเกิดคำถามประการหนึ่ง

" สหายท่านฟังไปคล้ายมามากกว่าหนึ่ง "
มันอย่างน้อยเป็นนักเลงเก่าประสาทหูย่อมยังมิชราตามอายุขัย
" ข้าพเจ้าทราบ "
" เจ้าไม่คิดแนะนำให้เรารู้จักพวกมัน "
" ข้าพเจ้าไม่กล้าคิด "
" เจ้าเองสมควรมีความกล้าเช่นบิดาเจ้า "
" บิดาข้าพเจ้า … "

เมื่อเอ่ยถึงบิดาคล้ายมีความเย็นวาบหนึ่งซึมผ่านจิตใจมารน้อย เป็นความเย็นที่มันคล้ายชาชิน เป็นความเย็นที่มารเฒ่าพลันรู้สึกได้

" เจ้าคล้ายมีบางสิ่งคิดถามเรา "

ชายชราเอ่ยเสียงราบเรียบ ใบหน้าท่านยังแย้มยิ้มเช่นเดิม มิได้กล่าวอันใด มารน้อยเหลือบมองกระดานหมากเบื้องหน้า สีหน้ามันยามนี้คล้ายครุ่นคิดเรื่องราวมากมาย

" ท่านผู้เฒ่าสามารถตอบข้าพเจ้าได้ "
" นั่นย่อมต้องดูก่อนว่าเป็นคำถามชนิดไหน " 

มารน้อยมิได้กล่าวว่าอะไร อย่างไร มันเพียงล้วงสิ่งของสิ่งหนึ่งออกมาจากใต้แขนเสื้อ เป็นถุงแพรสีสันสดใส  ปักดิ้นด้วยไหมสีทองสลับขาว มองดูเป็นลวดลายคล้ายเป็นรูปนกเป็ดน้ำ เป็นเป็นน้ำคู่หนึ่งเล่นน้ำอย่างสนุกยิ่ง

“ เจ้าทราบหรือไม่ว่าของสิ่งนี้มีความเป็นมาเช่นไร “
“ ข้าพเจ้าเพียงทราบว่ามันเป็นถุงแพรปักด้ายทองเป็นนกเป็นคู่”
“ เจ้าเปิดดูสิ่งที่อยู่ภายในแล้วหรือไม่”
“ ข้าพเจ้ามิได้เปิดดู ” มันกล่าวน้ำเสียงราบเรียบ หยิบเม็ดหมากวางลงอีกหนึ่งตา คราครั้งนี้รวดเร็วหนักแน่น
“ เจ้ามิสงสัยหรือว่าสิ่งของภายในเป็นเช่นไร “ มารเฒ่าเอ่ยพร้อมปล่อยเม็ดหมากขาวนิ่งสนิท
“ ข้าพเจ้ามิสงสัยใดๆสิ้น ข้าพเจ้ามีเพียงหน้าที่ส่งของ  “

มันหยิบเม็ดหมากขึ้นใหม่หนึ่งตัว สีหน้าครุ่นคิด ทิ้งระยะเนิ่นนานกว่าตาที่ผ่านมา  ก่อนจะวางลงไป จุดที่วางคล้ายยุยง กลุ่มเม็ดหมากกำแพงสีขาวให้ส่งกำลังออกมาสัประยุทธ์
" มารดาเจ้าคิดมอบสิ่งของนี้กลับคืน… " ชายชราเงียบงับชั่วครู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
" คืนสู่บิดาเจ้า "

กล่าวจบหยิบหมากขาว กระโดดขยายพื้นที่กลางกระดาน หมากตาที่ผ่านมามารน้อยคิดล่อเสืออกจากถ้ำมิใช่เรื่องง่ายดาย   สีหน้ามันคล้ายเคร่งเครียดขึ้น มันขณะจะกล่าวกลับมีน้ำตาคลอหน่วย น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือ มันคล้ายมีความลำบากใจอยู่มาก อาจมากที่สุดในชีวิตมัน เสมองสิ่งต่างๆรายรอบ ก่อนกล่าวออกไป

" สมควรเป็นเช่นนั้น…ท่านผู้เฒ่า "

ไม่ทราบเนิ่นนานเพียงใดในสภาวะเงียบงันคล้ายว่าการพูดจาเป็นเรื่องต้องห้าม  คล้ายทุกสิ่งทุกอย่างรายรอบล้วนแล้วเป็นใบ้ ล้วนแล้วไม่อาจเอ่ยความ

" เจ้าคิดเสาะหาบิดาเจ้า…เจ้าทราบหรือไม่ว่าควรเดินทางไปที่ใด "

ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ มารน้อยคล้ายหยุดนิ่งภายในจิตใจคล้ายมีพายุลูกหนึ่งหมุนวนมิจบสิ้น
มันเพียงกระทำได้อย่างเดียว เพียงหยิบเม็ดหมากสีดำสนิท วางลงตำแหน่งประชิด หมากขาว กระดานหมากล้อมในตอนนี้มองไปคล้ายสมรภูมิรบอันกว้างใหญ่ หมากเม็ดดำกระโดดเข้าสู่ค่ายกองทัพของหมากขาวแล้ว

"รบกวนท่านผู้เฒ่าแล้ว"

สุ้มเสียงผู้คนขาดหายเนิ่นนาน ทั่วบริเวณคล้ายมีแต่เสียงโปรยปรายของเม็ดฝน  ฟ้าร้องครืนๆ คล้ายมีเรื่องราวอัดอั้นอยู่ภายใน ฟ้าฝนแม้มีความเก็บกดเพียงใด เก็บงำเรื่องราวภายในมากมายเพียงไหน เมื่อถึงเวลาหนึ่งอย่างน้อยยังสามารถตวาดร้องออกมาเป็นเสียงฟ้าร้องคำราม สำแดงพลังอันเกรียวกราดออกมาเป็นสายฟ้าฟาดวาบหนึ่ง

ผู้คนเล่า คิดระบายเรื่องราวบางอย่างออกมา มิใช่ง่ายดาย

 

ตอนที่ ๒ : หุบเขาโดโจ

สายฝนยังโปรยลงมิขาดสาย

ลมหายใจผู้คนบางทีบ่งบอกเรื่องราวหลายอย่าง บางครั้งบ่งบอกได้ถึงสุขภาพกาย บางครั้งบงบอกถึงเรื่องร้อนใจ เสียงเปาะแปะสัมผัสผิวดิน  ยามเปียกฝน ปรากฏเงาร่างพลิ้วไหว พุ่งทะยานดุจลูกเกาทัณฑ์  ดูไปกลับเป็นเด็กหนุ่มสองนาย มองอีกทีกลับเยาว์วัยไปบ้าง คาดว่าเพิ่งย่างเข้ายี่สิบเอ็ดขวบปี เห็นจะได้  อากาศรายรอบเย็นเฉียบ ผู้คนกลับไฉนกลับมีลมหายใจร้อนเร่งถึงเพียงนั้น

“ เป้ยซ่ง !!! …ช้าก่อน ท่านพี่ “ เด็กหนุ่มชักเท้าสงบการเคลื่อนไหว
“ มีอันใด “
“ ข้าพเจ้าแทบขาดใจแล้ว “เด็กหนุ่มกระชากลมหายใจเข้าออกคล้ายเหน็ดเหนื่อยยิ่ง ”
“ หากเราพี่น้อง ตามเซียวเล้งไม่ทัน คาดว่าการสิ้นใจกลับเป็นเรื่องดีกว่า “

มันทั้งสองอย่างน้อยมิใช่เด็กหนุ่มไม่รู้ความ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ก้าวย่างด้วยความรวดเร็วเพียงใด กลับมิทิ้งร่องรอยให้ผู้คนสะกดรอยตามได้ ปลายหญ้ามิล้ม ผิวดินไร้ริ้วรอย ด้วยวิชาตัวเบาเลิศล้ำถึงเพียงนี้ ยังชักลมหายใจมิทัน เซียวเล้งเป็นผู้ใด ไฉนมันทั้งสองต้องติดตามมิคิดชีวิต

“ เชาเส่ย “ เป้ยซ่งผู้พี่บีบเส้นเสียงเล็กลง สายตากรอกไปมา
“ มีอันใดท่านพี่ “
“ สงบลมปราณลงกึ่งหนึ่ง “ มันคล้ายออกคำสั่ง
“ มีผู้คนมาแล้ว !!!…”

เป้ยซ่งไม่กล่าวอันใดต่อ มันเพียงทำมือบอกใบ้เรื่องราว โน้มตัวลงไปกับทิวหญ้า เพียงมีดวงตาหรี่เล็ก กรอกไปมา มือหนึ่งสัมผัสผิวดิน มือหนึ่งกระชับดาบสั้นยาวประมาณหนึ่งศอก หุ้มด้วยฝักด้ามไม้เนื้อแข็งสีโอ๊กเข้มมันวาว ตลอดร่างมันชุ่มโชกไปด้วยน้ำฝนที่โปรยลงมาตลอด เวลาทำให้เนื้อผ้าสีขาวเบาบางที่สวมใส่รัดรึงสัดส่วนอันบอบบางของมัน มันกลับเป็นเด็กน้อยร่างโปร่งบางผู้หนึ่ง ใบหน้ามันขาวซีด คิวดำเรียว เล็กขมวดจนแทบจะชนกัน ระหว่างคิ้วปรากฏความเครียดชนิดหนึ่ง ดวงตาหยี่เล็กของมัน ตอนนี้คล้ายพบเห็นเป้าหมายแล้ว

ในขณะเดียวกัน ณ. เนินดินเบื้องหน้า ได้ปรากฏชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง มองไปคล้ายชาวบ้านธรรมดาสามัญ ใบหน้ายามนี้ดูมีความสุขยิ่ง  ชายผู้นั้นก้าวเดินตัวปลิวไปกับสายลม พลันขณะนั้นมันหยุดเคลื่อนไหว บนฝ่ามือคล้ายมีกิ่งไม้ไผ่เรียวยาว ปลายอ่อน ตวัดสะบัดไปมา คล้ายเด็กน้อยซุกซนก็มิปาน ที่ริมฝีปากขยับขึ้นลง มันคล้ายเอ่ยประโยคๆหนึ่งซ้ำไปซ้ำมา

"ผู้ใดก้าวเข้าเขตหุบเขาไฉนมิยอมแสดงตัว  ไฉนมิยอมบอกกล่าวนามอันสูงส่ง "

ไม่ทราบเนิ่นนานเพียงใด แววตาของเป้ยซ่งยังจับจ้องไปที่ชายผู้นั้น เชาเส่ยเพียงเหลือบมองผู้เป็นพี่ชาย ไม่ทราบว่ามันมีความรู้สึกเช่นใดในสถานการณ์ตอนนี้ นั่นเพราะใบหน้ามันกลับซุกซ้อนภายใต้หน้ากากไม้สีดำวาว ตลอดร่างกายคลุมด้วยเสื้อผ้าสีดำรัดกุม  ข้อมือข้อเท้ารัดรอบไปด้วยขดเชือกกระชับทุกกระเบียดนิ้ว มือทั้งสองข้างกุมสายสะพายกระชับแน่น บ่าหลังมันกลับพกพากล่องไม้สีดำ คลุมด้วยผ้าดิบย้อมสีดำตลอดผืน ดูไปเป็นสิ่งของลึกลับยิ่ง ดูไปกลับไม่น่าสนใจยิ่งเช่นกัน ร่างกายมันดูภายนอกกลับดูสูงใหญ่กว่าเป้ยซ่งผู้เป็นพี่เล็กน้อย

เชาเส่ยยื่นมือคว้าจับชายเสื้อผู้เป็นพี่ เป้ยซ่งหันหน้ามองผู้เป็นน้อง สีหน้ามันยามนี้เป็นคำตอบชนิดหนึ่งเป็นคำสั่งชนิดหนึ่งไม่ว่าผู้ใดล้วนทราบได้ว่ามันต้องการบ่งบอกอันใด

พลันขณะนั้นบังเกิดเสียงฟ้าร้องสนั่นเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ แสงวาบหนึ่งของสายฟ้าทำให้ผู้คนบังเกิดความเกรงกลัวธรรมชาติอยู่บ้างหากแต่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น เป็นเสี้ยวเดียวกันที่มือข้างหนึ่งของเป้ยซ่งคว้ากุมข้อมือผู้เป็นน้องชาย ดุจสายฟ้าฟาดเป้ยซ่งเหวี่ยงร่างน้องชายพุ่งฝ่าดงหญ้าสูงเทียมอก ไม่ต่างอะไรกับยอดจอมยุทธซัดอาวุธลับออกจากฝ่ามือ ต่างกันเพียงเป้ยซ่งซัดผู้คนพุ่งทะยานดุจดังอาวุธลับดุจเกาทัณฑ์

เป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วยิ่ง เงียบเชียบยิ่ง ทรงพลังอย่างยิ่ง บันดาลให้เกิดสายลมวูบหนึ่งโบกสะบัดเหนือทิวหญ้า เสียงฟ้าร้องยังก้องอยู่ในโสตประสาทผู้คน ในขณะที่ร่างเชาเส่ยลอยคว้างกลางอากาศ เป้ยซ่งก็ดีดตัวเองออกจากตำแหน่งเดิมพุ่งออกไปดุจเดียวกับความเร็วที่ส่งร่างน้องชายตนเองออกไป

ชายวัยกลางคนนั่นเล่ารับทราบแล้วหรือไม่ว่ามันทั้งสองเคลื่อนที่แล้ว มันเองไฉนทราบได้ เนื่องเพราะดวงตาทั้งสองข้างมันปิดสนิท  ฝ่ามือทั้งสองของมันประกบเข้าใบหูทั้งสองข้างสนิทแนบแน่นราวกับเกรงกลัวสิ่งใดเล็ดลอดเข้าสู่ภายในร่างกายอันเบาบางของมัน 

ชายวัยกลางคนผู้นั้นกลับเรียกว่าอันใด ผู้คนพบเห็นมันกลับไม่กล้าประจันหน้า หรือเป็นคนวิกลจริตธรรมดาที่มิควรเสียเวลาเจรจาวาทีด้วยก็เท่านั้น  เชาเส้ยแม้ในขณะที่โผนทะยานคว้างแหวกม่านสายฝนอยู่ยังส่งภาษามือถามไถ่เรื่องราวต่อผู้เป็นพี่ชาย

“เป็นผู้ใดไฉนท่านพี่เร่งร้อนปานนั้น “  ในเวลาเช่นนี้มีเพียงประโยคสั้นๆที่ส่งโต้ตอบกันได้

ไร้สุ้มเสียงตอบรับมันยังคงทะยานพุ่งไปเบื้องหน้าต่อไป เป้ยซ่งไม่ปริปากเอ่ยความมันเพียงแค่จับข้อมือเชาเส่ยเหวี่ยงไปเบื้องหน้าอย่างเช่นตอนแรก มันไม่แยแสต่อสิ่งรายรอบ เพียงคิดอย่างเดียวว่าทำอย่างไรจึงหลุดรอดพ้นชายวัยกลางคนผู้นั้น  ทุกจังหวะการเคลื่อนไหวตัวล้วนแล้วสอดคล้องไปกับ เสียงสนั่น

ระหว่างทางเชาเส่ยเริ่มปรับเปลี่ยนท่วงท่าพลิกตัวกลับ แล้วพลันดีดตัวเองพุ่งทะยานไปดุจเกาทัณฑ์พลิ้วตามหลังเป้ยส่งไป  มันคล้ายหายเหนื่อยหอบแล้ว  ห่างจากจุดที่จากมาราวหนึ่งกิโลเมตร พวกมันรีบเร่งยิ่ง อีกไม่กี่อึดใจเบื้องหน้าก็จะพ้นแนวทุ่งหญ้าสูงเสมออกเหล่านี้แล้ว  เป้ยซ่งคล้ายสังเกตเห็นประกายวัตถุสิ่งหนึ่งบนผิวดิน

เป็นอัญมณีชิ้นหนึ่ง มิใช้เป็นเพียงสิ่งมีค่าธรรมดาทั่วไป อัญมณีชิ้นนี้กลับฝังตัวในแผ่นหยกขาวสลักเป็นเส้นลายมังกรซ้อนหงส์  หากมิได้ร่วงหล่นจากท้องฟ้าวัตถุชิ้นนี้เป็นผู้ใดหลงลืมทิ้งไว้

“เป็นของเซียวเล้ง” เป้ยซ่งหยิบหยกขาวชิ้นนั้นขึ้นมา ดวงตาของมันทอประกายวูบหนึ่ง ในใจครุ่นคิด อย่างน้อยพวกมันตามมาถูกทาง  เชาเส่ยทิ้งตัวลงเบื้องหน้าพี่ชาย มันแม้มาทีหลังเมื่อพบสิ่งที่อยู่ในมือเป้ยซ่งก็เข้าใจจิตใจผู้เป็นพี่มันอย่างกระจ่าง

“ก้าวพ้นเนินหินเบื้องหน้า…ก็เข้าเขตหุขเขาโดโจ “ เป้ยซ่งเหม่อมองเนินผาและทิวหญ้าเบื้องหน้าแล้วกล่าวสืบต่อไป “นางไฉนมุ่งหน้าสู่หุบเขาโดโจ”
“คงต้องไปถามนางเท่านั้น” เชาส่งกล่าวเป็นประโยคแรกหลังจากอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งความเงียบมานาน มันยังกล่าวสืบต่อไปว่า
“แล้วผู้อาวุโสท่านนั้นเล่า” เชาเส่ยยังไม่คลายความสงสัย

“เจ้าอยากทราบไปทำไมกัน”
“ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านพี่เร่งร้อนอย่างนี้”

“มันเรียกว่า” สายตามมันสอดส่องทุกสิ่งรายรอบ มันคล้ายระวังคำพูดอย่างยิ่ง
“เล่าเติ่ง” (เฒ่ารอคอย)

“ประมุขพรรคมาร!!!…” เชาเส่ยแทบสำลักอากาศ สันหลังมันเย็นวาบ
“เป็นมันจริง” เป้ยซ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เราหลงมาในสวนหลังบ้านมันแล้วรึ ” 

ไม่ทราบว่าภายใต้หน้ากากมันประดับด้วยรอยยิ้มหรือไม่ มันกล่าวถึงประมุขพรรคมารเช่นนี้มิใช่เป็นเรื่องราวง่ายดาย  หรือมันเพียงเป็นเด็กไร้เดียงสา กล่าววาจาเพียงแค่สนุกปากเท่านั้น

“เจ้าไฉนมีอารมณ์ล้อเล่น”  เป้ยซ่งคล้ายมีน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ อย่างน้อยมันกลับเป็นมารชราเฒ่าผู้หนึ่ง มีอันใดน่าใส่ใจ ”

“ พวกเราอย่างน้อยไม่ควรเสียเวลากับพรรคมาร… อีกทั้งนั่นกลับเป็นประมุขพรรคมาร ”
“ ขอบเขาโดโจเป็นเช่นไรไฉนมีประมุขพรรคมารเดินเล่นสนุกสนาน”

“ คาดเดาว่ามันใกล้ถึงเวลาลงจากตำแหน่งแล้ว”
“ เป็นผู้ใดขึ้นแทนตำแหน่งมัน “

“ เราไม่ทราบได้ …  ทางที่ดีรีบเร่งเดินทางเถอะเชาเส่ย “

เป้ยซ่งกวาดตามองสิ่งรอบข้างคล้ายค้นหาร่องรอยเพิ่มเติม  ปลายหญ้ายังโยกไหวตามแรงลม ท้องฟ้ายังกระหน่ำสายฝนลงมาไม่ขาดสาย เนิ่นหินเบื้องหน้าสูงชันหากมองทะลุผ่านไปเบื้องหลัง คล้ายเป็นเชิงผาไร้ขอบ มองไปคล้ายกำแพงหินขนาดใหญ่ขวางกั้นโลกภายนอก ออกจากดินแดน ปารมิตา 

เขตดินแดนอันสงบราบเรียบ ไร้เรื่องราวเกี่ยวข้องกับยุทธภพ เหล่าประมุขไม่ว่าฝ่ายมารหรือฟากฝั่งเทวะ เมื่อครบวาระแล้วต่างลามือ วางกระบี่ มุ่งสู่หุขเขาโดโจ  เรื่องราวหลังจากนี้ไม่ว่าเป็นเช่นใดล้วนเป็นความลับ เนื่องเพราะ ผู้ก้าวผ่านกำแพงหินผานี้เข้าไปล้วนแล้ว มิเคยย่างเท้ากลับออกมา มันเป็นดินแดนสวรรค์ หรือนครอเวจี อย่างไร แน่  ผู้ใดเล่ากล้าค้นหาคำตอบ 

เป้ยซ่ง เชาส่งอาจดูอ่อนเยาว์ไปหากจะคิดเดินทางมุ่งสู่หุบเขา  หากแต่ว่ายามนี้มันสองคนคล้ายแบกหน้าที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งนี้เสียแล้ว
เชาส่งกระชับกระเป๋าด้านหลังของมันเตรียมตัวพุ่งกายออกไปหากแต่ เป้ยซ่งกลับ นิ่งสนิท สายตามันจับค้างไปที่สิ่งหนึ่ง ดวงตามันเย็นเชียบ กระดูกทั่วทั้งร่างกายคล้ายถูกแช่แข็ง ถัดออกไปจากที่พวกมันยืนอยู่ ปรากฏต้นไม้ใหญ่ตั้งตระหง่าน ยืนต้นสูงเสียดฟ้า ที่โคนต้นไม้ บนโขดหินที่แท่งตัวเองพ้นรากใหญ่

ปรากฏ เงาร่างคนผู้หนึ่ง ร่างกายเบาบาง ดวงตาของมันขุ่นขาว ตาดำของมันหรี่เล็ก เป็นดวงตาชวนขนลุกชนิดหนึ่ง มือทั้งสองข้างประกบที่ใบหูทั้งสองข้าง ระหว่างแขนกลับหนีบกิ่งไม้ไผ่เรียวเล็กหนึ่งก้าน … ผ่านความเงียบงันเนิ่นนานมันจึงเอ่ยขึ้นมาว่า

“เด็กน้อยซุกซน ผู้อาวุโสนั่งรอเนิ่นนานแล้ว ฝนตกเช่นนี้ พวกเจ้าไม่กลัวป่วยไข้หรอกหรือ “

มารเฒ่าเฝ้ารอคอย ฉายานี่มิใช่ว่ากล่าวเกินจริงแต่อย่างใด
ในห้วงความคิดของเป้ยซ่งกลับคิดเช่นนั้น

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนที่ ๓ :  ความต่างชั้น

แสงจันทร์หลังม่านหมอกละอองฝนปริโปรย
แม้มองดูพร่ามัวมิอาจเห็นเส้นโค้งขอบจันทร์อันคมกริบกระจ่าง ดุจเช่นยามทอแสงสางท่ามกลางท้องนภาที่สะอาดปราศจากเมฆาฝน ครึ้ม

เป้ยซ่งยืดตัวตรงตระหง่าน แม้ยามนี้มันเองจำใจเผชิญหน้ากับประมุขพรรคมาร แต่ภาระกิจสำคัญอันแบกไว้บนบ่าไหลมันไฉนว่างลงได้ เล่าเติ่งคล้ายเป็นภาระกิจที่มีน้ำหนักทับถมกดลงบนบ่าไหล่ของมันยามนี้

“ เรียนท่านอาวุโสผู้เยาว์ทั้งสองคิดรีบเร่งติดตามผู้คน เกรงว่า…มิอาจตอบรับน้ำใจท่านผู้อาวุโสได้”

“น้ำใจเล็กน้อยอันใดเจ้าทั้งสองอย่าถือสาผู้เฒ่าชราเช่นเรา “ เพียงเงียบสงบชั่ววูบหนึ่งแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ ฝนฟ้ากระหน่ำตกไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ ผู้คนไฉนยังเดินทางได้ เกรงว่าไปไม่ไกลกลับล้มลงป่วยใข้เสียก่อน “

เชาเส่ยเหลือบมองผู้เป็นพี่  มันเองยังคงยืนนิ่งสนิทด้วยท่วงท่าเช่นเดิม  มันแม้เมื่อครู่กล่าวออกไปด้วยอารมณ์เดียงสาบัดนี้ไม่ทราบภายในครุ่นคิดเรื่องราวอันใดอยู่ อย่างน้อยมันติดตามผู้เป็นพี่ ออกเที่ยวท่องยุทธภพได้ไม่นานกลับได้เผชิญเหตุการร์ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ จอมยุทธเยาว์วัยสักกี่ผู้คนจึงมีโอกาสเช่นมัน หากที่ตัวมันนิ่งเงียบเช่นนี้ไม่แน่อาจเป็นอารมณ์ตื่นตัวกับ เรื่องราวเบื้องหน้าก็เป็นได้

“ จริงตามผู้อาวุโสว่า ผู้คนเดินทางยามนี้ไม่แน่อาจล้มลงได้ตลอดเวลา “ มันแม้ยามกล่าววาจาเบื้องหน้าประมุขพรรคมารน้ำเสียงยังราบเรียบ มิได้แสดงอาการหวาดหวั่นแต่อย่างใด
“ หากแต่ว่า … “ มันกล่าวไปทิ้งระยะครู่หนึ่ง

“ นั้นย่อมเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ารีบเร่งยิ่งขึ้น นั่นเพราะคนผู้นั้นมีความสำคัญสูงส่ง ผู้เยาว์แม้ล้มเจ็บลงจากนี้  ก็มิอาจหยุดรอได้” มันกล่าวรวดเร็วชัดเจนและเน้นย้ำลงประโยคสุดท้ายพอดี

เล่าเติ่งคลายมืออกจากใบหู มือหนึ่งโยนกิ่งไผ่หมุนคว้าง ยื่นฝ่ามืออกคว้าจับกระชับมั่น  ยืดตัวดีดตัวเองออกจากก้อนหิน ท่าร่างดุจวิญญาณภูติพราย เพียงมันเคลื่อนย้ายตัวเองปรากฏสายลมวูบหนึ่ง  สายฝนคล้ายโปรยปรายเชื่องช้าชั่วขณะ

เพียงเสี้ยวกระพริบตา ร่างคนก็ยืนประจันหน้ากันแล้ว ดวงตามันเดิมที่ชวนให้ขนลุกอยู่แล้ว ยามนี้คล้ายมีอารมณ์ชนิดหนึ่งแผ่คลุมพื้นที่ ผู้คนธรรมดาสามัญหากมิใช่คนบ้าใบ้ย่อมรับทราบอารมณ์ตึงเครียดชนิดนี้ ได้

“ เห็นแก่พันธะสัญญาระหว่างฝ่ายเทวะแลพรรคมาร  เราผู้เฒ่ามิคิดกล่าววาจาอ้อมค้อม “
“รบกวนท่านกล่าวความโดยด่วน ผู้เยาว์เสียเวลาเนิ่นนานแล้วเกรงว่า..”

“ เกรงว่าผู้อาวุโสมิอาจปล่อยสองเด็กน้อยผ่านไป “
“ไฉนมิได้ เหตุผลแรก เราท่านนั้นยื่นอยู่บนดินแดนขอบเขตปารมิตา อีกทั้งยังเป็นอัพยากฤตภพ (จิตที่เป็นกลาง) ท่านย่อมทราบถึงกฎพื้นฐานข้อนี้ ในฐานะที่ท่านเอง…”

มันคล้ายคิดกล่าววาจาออกไปเพียงแต่ไม่ทราบว่ามีเหตุอันใดทำให้มันชงักเงียบ

คล้ายมีเส้นสายสีขาวกรีดท้องฟ้าวาบหนึ่ง ท้องนภาก็คำรามสนั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ พลันปรากฏเงากระบี่วูบวาบกระโชกสายลมรอบข้างส่งเสียงหวีดหวิว กระบี่สั้นของเป้ยซ้งแล่นออกจากฝักแล้วหากแต่เป้าหมายมันมิได้อยู่เบื้องหน้าแล้ว

“กระบี่ที่ดี!!!” เล่าเติ่งคำรามลั่น

มันสบัดหน้าไปทางเชาเส่ยเป็นเวลาเดียวกับที่กิ่งไผ่บนฝ่ามือเล่าเติ่งตวัด ซัดลงตำแหน่งฝ่ามือของเชาเส่ยเสียงตังหนักแน่นคล้ายโลหะปะทะกัน  จากนั้นเป็นเสียงกรุงกริงฟังคล้ายเป็นเสียงโลหะเบาบางตกกระทบพื้นหิน เรื่องราวรวบรัดรวดเร็วยิ่ง  เชาเส่ยชักมือกลับดีดตัวออกจากเล่าเติ่งดุจเกาทัณฑ์  ร่างของมันทะลวงขึ้นเบื้องบนฝ่าสายฝนที่ดิ่งลงมาเบื้องล่าง  พริบตาเดียวมันสะบัดฝ่ามืออีกข้างหนึ่งปรากฏประกายระยิบ เป็นการซัดอาวุธต่อเนื่อง วัตถุมีคมวาววับหลายสายกรีดอากาศเป็นริ้ว เสียงหวีดร้องของมันกร่อนประสาทผู้คนยิ่งนัก นั่นเป็นกระบี่ดาวตก

“กระบี่ดาวตก “ เล่าเติ่งครางในลำคออืออือ มันตั้งตัวตรงตระหง่านเพียงใช้ปลายกิ่งไผ่งัดเม็ดกรวดหินที่สึกกร่อนรายรอบผิวดิน สะบัดสวนกลับขึ้นไป กลับกลายเป็น ดาวดินพุ่งทะยานฟ้า เสียงปะทะกันระหว่างเศษหินกับสะเก็ดดาว ดังสะท้านเปรี้ยงปร้าง แสงวูบวาบอันเกิดจากประกายกระบี่ถี่ยิบบันดาลให้พื้นที่โดยรอบสว่างวาบในทันใด

เชาเส่ยขณะลอยคว้างอยู่กลางอากาศเป็นสภาวะเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง  ผงฝุ่นอันเกิดจากการปะทะฟุ้งกระจายไม่นานก็คลี่คลายออกด้วยเพราะสายฝนยังร่วงโรยมิหยุดยั้ง

ประมุขพรรคมารคล้ายเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องบน  ผ่อนลมหายใจเบาบาง มือข้างที่กระชับกิ่งไผ่เรียวเล็กทิ้งลงด้านข้าง  เหลือบมองเป้ยซ่งที่สับเท้าพุ่งปราดเข้ามา  มือข้างที่เคยดูบอบบางของมันบัดนี้มองไปกลับเป็นท่อนแขนอันกระชับเกร็ง กร้าวแกร่งดุจหลอมจากโลหะวิเศษ มันเพียงเกร็งนิ้ว ดีดออกด้วยพลังดรรชนีล้ำลึก มวลอากาศกลุ่มหนึ่งก็ทะย่านพุ่งออกมา

เป้ยซ่งคล้ายโดนสายลมหอบหนึ่งหอบหิ้ว ร่างของมันถลันถดถอยกลับหลังไปสามสี่วา ร่างกายมันเย็นวาบ จิตใจยามนี้ตระหนกยิ่ง ในใจลอบคิดว่าเสียท่าก็สายเกินไปแล้ว

เชาเส่ยพลิกกลับตัวกลางอากาศ ร่อนลงเบื้องหน้าประมุขพรรคมาร ยังมิทันยืดตัวตั้ง บ่าไหล่พลันปรากฏฝ่ามือหนึ่งกดทับไว้ ทั่วทั้งร่างมันคลายมีพลังเย็นเยือกขุมหนึ่งแผ่พุ่งผ่านฝ่ามือนั้นเข้ามา  มันกระทำได้เพียงทรุดลงเบื้องหน้าฝ่ามือนั้น ภายในร่างกายมันยามนี้คล้ายปรากฏ มวลอากาศขุมหนึ่งไหลวนมิจบมิสิ้น จวบจนมันต้องลอบอาเจียนออกมา อาเจียนอย่างรุนแรงแม้กระทั้งน้ำขมภายในก็สำรอกออกมาจนหมดสิ้น ร่ายกายยามนี้คล้ายหมดสิ้นเรี่ยแรงทั้งมวล

ดวงตาขาวขุ่นเบื้องหน้าสร้างความประหวั่นพรั่นพรึ่งให้กับเหล่าสมุนพรรคมารมาแล้วหนึ่งยุค ตราบจนบัดนี้อาถรรพ์แววตาคู่นี้ยังมิเสื่อมคลายแม้แต่น้อย เด็กน้อยทั้งสองคล้ายรับทราบแล้วว่า ความหวาดกลัวมีรสชาติเป็นเช่นไร ความหวาดกลัวมักมีรสเปรี้ยวขมฝาดที่ลำคอ แม้คิดกลืนลงไปนับว่าไม่ง่ายดาย

“ เด็กน้อย… ไฉนไม่ยอมอยู่นิ่งผู้อาวุโสยังกล่าวไม่จบ “ เสียงของมันเย็นเชียบนำพาให้ผู้คนสั่นสะท้าน

“ บัดนี้เราลงจากตำแหน่งประมุขพรรคมารแล้ว ยามนี้กำลังก้าวข้ามเข้าสู่ดินแดนปารมิตา “ มันผ่อนลมหายใจ ก้าวออกไป เบื้องหน้าเนิ่นหญ้า เหลือบมองเป้ยซ้งวูบหนึ่ง ส่งปลายกิ่งไผ่งัดร่างเชาเส่ยขึ้นนั่งลงบนโขดหิน

“ อย่างน้อยวันนี้เจ้าทั้งสองกลับโชคดีที่ผู้อาวุโสมิอาจทำร้ายผู้ใด จนโลหิตร่วงโรย “
“ ภาระกิจสุดท้ายในฐานะรองประมุขเพียงเฝ้าปากทางเข้าปารมิตา “

“ ทะ..ท่านผู้อาวุโสไฉนต้องเฝ้าคอย ณ. ปากทางมิให้ผู้ใดเล็ดลอดผ่านทาง ?“
เป้ยซ่งรวบรวมความกล้าเอ่ยถามอดีตประมุขพรรคมาร มือข้างที่ถือกระบี่คล้ายชาด้านไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้อีก มันเว้นจังหวะชั่วครูค่อยเอ่ยต่อ
“ อีกทั้ง…ท่านไฉนพ้นจากตำแหน่งประมุขพรรคมารแล้ว ?“

“ ฮื้อ!!!…ถามได้ถูกต้องถามได้ดี ไฉนเมื่อครู่เด็กน้อยมิยอมถามเราเช่นนี้ “ มันตบมือฉาดพลันทิ้งตัวนั่งลงบนพื้นหญ้าคล้ายไม่มีเรื่องราวอันใด 

“ หลายวันนี้เราผู้เฒ่าคล้ายพกพาความซวยสองเรื่องราวหลังแอบออกจากตำหนักมารคิดเพียงเที่ยวเล่นหาสุราหมู่บ้านตีเหล็กดื่มกินเพียงเล็กน้อยค่อยกลับ นอกจากต้องเกษียณตัวเองเร็วก่อนกำหนด มอบตำแหน่งประมุขพรรคมารให้กับมารน้อยตนหนึ่ง  อีกทั้งยังเสียทีให้กับธิดาฝ่ายเทวะอีกตนหนึ่งเมื่อครู่นี้เองเป็นเหตุให้ยังไม่อาจก้าวข้ามเขตปารมิตาได้  นั่นเป็นเรื่องราวน่าละอายยิ่ง “

มันพร่ำพลอดออกมา คล้ายเป็นเรื่องน่าสลดเรื่องราวหนึ่งเจือปนความขบขันเรื่องราวหนึ่ง แววตาชวนขนลุกเมื่อครู่พลันจางหายไป บัดนี้คล้ายเป็นคนเฒ่าชรากล่าววาจามากความผู้หนึ่งเท่านั้น ในขณะนั้นมือที่ถือกิ่งไผ่กลับเคาะลงหน้ากากไม้ของเชาเส่ยเป็นจังหวะ คล้ายเด็กน้อยซุกซนก็มิปาน ผู้อื่นเห็นมันเป็นเช่นนี้คิดหัวร่อออกมาก็ไม่แปลก

หากแต่เป้ยซ่งกลับมิคิดหัวร่อ นั่นเพราะมันรับทราบแล้วว่า  ความต่างชั้นเป็นเช่นใด ความหวาดกลัวเป็นเช่นไรไม่มีผู้ใดรับทราบเท่ามันกับเชาเส่ยอีกแล้ว  ธิดาฝ่ายเทวะที่มันเอ่ยถึงคาดว่าเป็นเซียวเล้งที่พวกมันทุ่มเทเรี่ยวแรงติดตามเป็นแน่

เซียวเล้งทำเช่นไรไฉนนางสามารถกำราบปิศาจเฒ่าตนนี้ได้ นี่คล้ายเป็นอีกคำถามหนึ่งที่มันคิดถาม

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

ตอนที่ ๔ : ลมปราณอ่อน

เมฆหมอกพลันอ้างว้างหลังพิรุณโรยรา
ผู้ใดรับทราบความเปลี่ยวเหงาของจันทรา
ยามผู้คนหลับใหล ไฉนสนใจผู้อยู่เดียวดาย

เป้ยซ่งกำลังคิดเช่นนั้น มันมิได้ถูกสกัดจุด มิได้ถูกพันธนาการจากปีศาจเฒ่าตนนี้แต่อย่างใด
เช่าเส่ยยังอิงกายลมหายใจเข้าออกเข้าสู่ภาวะปกติ ภายใต้ไม้ใหญ่ ราตรีเงียบเชียบ มีเพียงเสียงหยดน้ำโรยร่วงจากกิ่งใบ

" แปะ!!.."

เล่าเติ่งเวลานี้เพียงนั่งเพ่งหยดน้ำที่หล่นลงมาจากกิ่งใบไม้อ่อน งอนิ้วดีดเม็ดพรายที่หล่นลงมา เสียงดังแปะๆ ติดต่อกัน มันแม้คิดถามกลับมิกล้า ในใจครุ่นคิด  (( ปีศาจเฒ่าตนนี้ไฉนชมชอบเล่นเป็นเด็ก ))

" เจ้าเห็นเราเล่นเป็นเด็กใช่หรือไม่ ? "  ในความเงียบ สุ้มเสียงมันคล้ายปีศาจหลอกหลอนให้ผู้คนสะท้านใจ เป้ยซ่งสะดุ้งเฮือก ความเย็นฉาบใบหน้า มันเพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

" ท่านผู้อาวุโสทราบ? "
" เจ้าใช่เห็นยอดหญ้าทางด้านโน้นหรือไม่ " มันชี้มือไปที่หญ้าคากอหนึ่งที่แทรกตัวเองผ่านพื้นดินสลับหิน

" ข้าพเจ้าเห็น "
" หากเจ้าคิดทำให้ยอดหญ้าเหล่านั้น ขาดจากกันคล้ายดังตวัดกระบี่ โดยใช้เพียงวิชาดรรชนี เจ้าคาดว่ากระทำได้หรือไม่ "

เป้ยซ่งครุ่นคิดอยู่สักพักค่อยกล่าวออกไป
" ข้าพเจ้าเคยศึกษาตำนานนิทานพื้นเมืองของนครเขาเสียดฟ้า "
" อ่า… เรื่องราวเป็นเช่นใด "
" มีลมปราณชนิดหนึ่งกล่าวไว้ในตำนาน "
" เป็นชนิดไหน "
" เรียกว่าลมปราณอ่อน "

" ทารกน้อยใช้ละเล่นยามว่าง " เล่าเติ้งกล่าวจบเหลือบมองเป้ยซ่งสีหน้ามันราบเรียบ
" ท่านทราบ ? "
" มิเพียงทราบ อีกทั้งยังเคยพบเห็น "
" ท่านเคยเห็นลมปราณอ่อน ? "
เป้ยซ่งในตอนนี้ ใบหน้ามันคล้ายมีเลือดสูบฉีดนี้คล้ายเป็นเรื่องหน้าตื่นเต้นประการหนึ่ง
" เป็นท่านพบเห็นที่ใด? เมื่อตอนไหน? ผู้ใดเล่าผู้ใดสามารถ ? "
" เด็กน้อย เด็กน้อย … "

มันกล่าวคำว่าเด็กน้อยต่อเนื่องกันสามสี่รอบ จากนั้นค่อยกล่าว
" นครเขาเสียดฟ้าเป็นเพียงตำนานนิทานหลอกเด็ก หากแต่ว่าที่เราพบเห็นนั้นเป็นเมื่อครู่ก่อนพบเจอพวกเจ้า ผู้ที่ใช้ออกมาย่อมเป็นผู้คนที่พวกเจ้าติดตาม "

" เซียวเล้ง!!…เป็นนางใช้ลมปราณอ่อน " เป้ยซ่งแทบไม่เชื่อ
" เจ้าว่านางเรียกว่าอันใด? "
" เซียวเล้ง..นางเป็นศิษย์น้องเรา หากแต่ว่า นางเป็นธิดามังกรเมฆา ผู้เป็นอาจารย์ข้าพเจ้า "
" ประมุขพรรคเทวะ!!! " ชื่อของมังกรเมฆากลับยิ่งทำให้มันแปลกใจเข้าไปอีกมันเอ่ย
" นางมิได้แสดงตัวว่านางเป็นธิดามังกรเมฆา "
เป้ยซ่งขมวดคิ้วเข้าหากัน ภายในใจมันครุ่นคิดเรื่องราวประการหนึ่ง
(( ไฉนนางมิยอมแสดงตน … หรือหยกขาวมังกรคู่เป็นนางละทิ้งเองแต่แรก ))

" แปะ!!.."

ท่ามกลางความเงียบเชียบความสงสัยปกคลุมพื้นที่
เล่าเติ่งหวนระลึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นที่เพิ่งผ่านพ้นเมื่อไม่นาน แววตามันคมเข้มเป็นประกายมิได้เหน็บหนาวเช่นกาลก่อน มันเริ่มบอกเล่าข้อความ
ภาพท้องฟ้าดูมัวหม่น ภาพผู้คนเดินทางเร่งร้อน บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งย่างก้าวเร่งเร็วนำหน้าผู้ติดตาม ผู้ติดตามกลับเป็นชายวัยกลางคน รูปทรงบอบบางแต่มิได้ผอมเกร็ง

" เฒ่าเติ่งฝนตั้งท่าแล้ว ท่านเร่งฝีเท้าด้วย "
" เกรงว่าเราเร่งฝีเท้าขึ้นผู้ที่ย่ำแย่กลับเป็นท่านประมุข "
" ท่านหยุดเรียกข้าพเจ้าว่าประมุขนั่นนี่เสียที ข้าพเจ้ารับฟังจนเบื่อหน่าย "

บุรุษกล่าวพลันสะบัดหน้าเตะเท้าก้าวสืบไป ท่าพลิ้วร่างมองเห็นเป็นเส้นสีดำ เป็นวิชาตัวเบาอันงดงาม
ดูไปแล้วจิตใจบุรุษหนุ่มกลับรีบเร่งกว่าฝีเท้าตนเอง เล่าเติ่งมิได้ก้าวย่างเชื่องช้า หากแต่ว่ามันเพียงพบว่าบุรุษหนุ่มเหนื่อยล้ามากแล้ว มันเพียงถ่วงดึงเด็กหนุ่มให้ก้าวย่างตามจังหวะที่ควรจะเป็น เร่งเร็วเกินไปกลับทำให้ไปได้ไม่ไกล ผ่อนช้าลงสักหน่อยกลับได้ระยะทางเพิ่มขึ้น ผู้คนที่แก่เฒ่ากลับค้นพบเหตุผลเช่นนี้ก่อนเด็กน้อยรุ่นหลัง

" ท่านประมุขมิได้เร่งร้อนเพื่อจุดหมาย คาดว่าท่านประมุขกลับเร่งร้อนเพียงหลบหนีผู้คน "

เล่าเติ่งกล่าวไปขณะพลิ้วร่างมาเบื้องหน้าบุรุษหนุ่ม ความเงียบงันพลันปกคลุมบริเวณ บุรุษหนุ่มมิได้กล่าวว่าอันใด มันเหม่อมองเส้นทางเนินหญ้าสลับแนวหินเบื้องหน้า ความเงียบงันกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนชนิดหนึ่ง ลมเริ่มพัดกรรโชก ยอดหญ้าเริ่มพลิ้วเอนตามแรงลม

" ข้าพเจ้าคิดให้ท่านกระทำเรื่องราวบางอย่าง"
" เพียงท่านบัญชา เฒ่าเติ่งยินดีกระทำ "

" ข้าพเจ้าคิดล่วงหน้าไปก่อน รบกวนท่านถ่วงเวลาคนผู้หนึ่ง "
" นางเป็นใคร ไฉนท่านประมุขมิกล้าพบหน้า "

" ข้าพเจ้ามิได้ขอให้ท่านตั้งคำถาม "
" เป็นเราผิดเอง … เชิญท่านประมุขล่วงหน้าไปก่อนท่านอย่าได้ห่วงทางนี้ "

เล่าเติ่งผงกศีรษะ ผายมือสู่เบื้องหน้า แววตามันเป็นประกายมิคล้ายผู้คนชราเฒ่า

" รบกวนท่านแล้วผู้อาวุโส " บุรุษหนุ่มผสานมือคารวะ  
ก่อนดีดตัวพุ่งทะยานฝ่าสายลมเบื้องหน้าบุรุษหนุ่มเอ่ยประโยคสุดท้าย เป็นลมปราณส่งผ่านสายลมกลับมา

" พื้นที่นี้เป็นเขตแดน อัพยากฤต (ดินแดนอันเป็นกลาง) รบกวนท่านผู้อาวุโสอย่าให้โลหิตชโลมพสุธา "

เล่าเติ่งมิกล่าวอันใด มันปลดกระบี่ข้างกาย ซัดออกไปเบื้องหน้า ติดตามเงาร่างบุรุษหนุ่มไปติดๆ ส่งเสียงผ่านอากาศใช้ออกด้วยลมปราณลึกล้ำ

" รบกวนท่านประมุขเก็บรักษากระบี่ธาตุมารเล่มนี้ด้วย เฒ่ามิอาจติดตัวไว้ได้ เมื่อมีเหตุต่อยตีไม่แน่ใช้ออกมากลับไม่อาจรักษาชีวิตผู้คนได้ "

บุรุษหนุ่มพลิกกายกลับหลังรับกระบี่ที่พุ่งแหวกม่านอากาศมาอย่างรวดเร็ว มันมิได้ตอบกลับ มือหนึ่งโบกให้ผู้คนหนึ่งครั้ง พริบตาเดียวกันร่างผู้คนก็พลันหายไปเสียแล้ว

"เป็นนางที่ติดตามพวกท่านหรอกหรือ" เป้ยซ่งคล้ายนึกเดาเรื่องราวออกได้รางๆ

เล่าเติ่งมิได้กล่าวอันใด มันสูดลมหายเข้าเนิ่นนานคล้ายเดินลมปราณภายใน สีหน้ามันดูอบอุ่นขึ้น ผ่อนลมหายใจออกแล้วบอกเล่าเรื่องราวต่อจากนั้น

สายลมยิ่งมายิ่งรุนแรง เมฆขาวเบื้องบนบัดนี้ก่อตัวเป็นสีเท่าเข้มข้น สายฟ้าวูบวาบไปมาภายใต้ท้องก้อนเมฆ หากแต่เวลานี้ พายุฝนกลับพัดพาผู้คนมาแล้ว

เต่าเติ่งยื่นตระหง่านท้าสายลม ในมือถือเอากิ่งไผ่ที่หักเอาระหว่างทางกระชับแน่น ดวงตาที่เคยเป็นประกายบัดนี้ขาวขุ่น มิคล้ายผู้คน มันเพียงจับจ้องเงาร่างคนผู้หนึ่ง เงาร่างนั้นพุ่งทะยานเข้าหามัน ด้วยความเร็ว เกรี้ยวกราด รุนแรงถาโถมเข้ามาอย่างไม่คิดชีวิต ยามนี้มันเองกลับครุ่นคิดไม่ตก คิดหาวิธีการหยุดคนผู้นี้  เพียงใช้กำลังหยุดยั้งกลับง่ายดาย หากแต่มิพ้นโลหิตกลับต้องหล่นร่วงลงพื้นดิน วิธีใดเล่าที่มิต้องเสียเลือดเนื้อ เรื่องราวเช่นนี้กลับมิใช่เรื่องง่ายดาย

คนที่มาพลิ้วร่างรวดเร็วดุจสายลม ยามลงมือกลับรวบรัดยิ่ง เสี้ยวหนึ่งของกระพริบตา เงากระบี่วาบออกหนึ่งครั้งพลังกระบี่ก็ปลดปล่อยออกสู่หว่างคิ้วเฒ่าเติ่งแล้ว

"เงากระบี่!!"

เฒ่าเติ่งส่งเสียงออกฉับพลับ ปลายกิ่งไม้สะบัดตัดออกเบื้องหน้าเบี่ยงเบนทิศทางคมกระบี่ออก ด้านข้าง ร่างผู้คนคล้ายติดตามไปกับกระบี่ด้วย ร่างคนกลับหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อเกิดลมหมุนลูกหนึ่ง เศษไม้ใบหญ้ากระจายฟุ้ง

คนผู้นั้นอาศัยสภาวะยามนั้นเร่งความเร็วกระบี่พุ่งปราดเข้าหาอีกรอบ เสียงคมกระบี่ครวญครางแหกม่านอากาศ กระบวนท่าเร่งร้อนยิ่ง

เฒ่าเติ่งเห็นท่าว่ายังตั้งรับกระบวนท่าเกรี้ยวกราดเช่นนี้ต่อไป ผู้ล้มตายมิใช่มันกลับเป็นคนผู้นั้น พลันขณะนั้นบังเกิดความคิดวูบหนึ่ง ยกปลายกิ่งไผ่ขึ้น ฝ่ามือสองข้างจับที่ปลายทั้งสอง ถ่ายเทพลังลมปราณเข้าสู่กิ่งไผ่ บังเกิดม่านพลังรุนแรง บันดาลให้มองเห็นมวลอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว

กระบี่เกรี้ยวกราดเมื่อปะทะลมปราณล้ำลึก บันดาลให้อากาศรายรอบปั่นป่วน เงากระบี่ถูกพลังลมปราณบิดเบี้ยวเปลี่ยนทิศทาง ยิ่งมายิ่งอ่อนแรงลง สภาวะเช่นตอนแรกกลับถูกตัดทอนลดลงอย่างง่ายดาย ผู้ใช้ออกด้วยกระบี่เห็นว่าผิดท่า กลับพลิกตัวอาศัยท่าร่างเตะออก โดนเอากิ่งไผ่ มีคาดฝันกลับถูกพลังชนิดหนึ่งดีดออกมา ร่างนั้นพลันกระเด็นออก คนผู้นั้นอาศัยวิชาตัวเบาผ่อนลมหายใจบนฝ่าเท้าคล้ายมีมวลอากาศโอบอุ้ม พลิ้วร่างลงสู่พื้นอย่างนิ่มนวล แม้แต่สุ้มเสียงก็ไม่ได้ยิน

" ลมปราณมารวายุ "

เส้นเสียงนั้นกังวานคล้ายดังกังสดาลยามราตรีเงียบงัน ผู้กล่าวออกมากลับเป็นดรุณีน้อยนางหนึ่ง รูปร่างบอบบาง สวมใส่อาภรณ์สีมรกต มองไปคล้ายนักศึกษาลูกหลานตระกูลใหญ่มีหน้ามีตาในสังคม ดวงตากลมโตใบหน้ารูปไข่รับกับริมฝีปากบางเบาสีชมพู

" ผู้คนพูดจาพาทีกันได้ ไฉนคิดต่อยตีท่าเดียว "

เฒ่าเติ่งคลายสภาวะลมปราณออก ลมหมุนพลันมลายสลายสิ้น
ผู้คนก้าวเดินเข้าหากัน ดรุณีน้อยสะบัดกระบี่หนึ่งครั้งกระบี่พลันแล่นเข้าฝักสงบนิ่งเก็บงำความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่อย่างมิดชิด

“ ท่านคิดกล่าววาจา … ข้าพเจ้าก็เช่นกัน “ นางกล่าวออกมาเสียงดังฟังชัดมีความสง่าในทีแม้ยามเอ่ยวาจายังแฝงด้วยบารมีชนิดหนึ่ง

“ เชิญเด็กน้อยกล่าววาจา “ เฒ่าเติ่งกล่าวออกไปในทางหนึ่งเหลือบมองทั่วทั้งร่างนางคล้ายค้นหาเรื่องราวบางอย่างจากตัวนาง

“ ท่านคิดขาวงทางข้าพเจ้า “

“ เป็นเช่นนั้นจริง “
“ ติดอยู่เพียงว่าท่านมิอาจสร้างบาดแผลแม้เพียงเล็กน้อยแก่ตัวข้าพเจ้า “

“ มิเพียงเราที่มิอาจกระทำได้  … เด็กน้อยเองก็เฉกเช่นเดียวกัน “
“ ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายของท่านผู้เฒ่า “ นางพูดจาคล้ายมีข้อเสนอ

“ เด็กน้อยทางที่ดีเลิกติดตามพวกเรา นั่นจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด “
“ นั่นเป็นทางออกของท่านฝ่ายเดียว ข้าพเจ้าไฉนยอมรับข้อเสนอนี้ได้ “

เฒ่าเติ่งเงียบงันเนิ่นนานผ่อนลมหายใจออก ค่อยเอ่ยออกไป

“ หากแลกกันด้วยกำลัง เกรงว่าผู้อาวุโสกลับคิดหาวิธีทำให้เด็กน้อยหยุดนิ่งกับที่ได้หลายชั่วยาม “
“ หากท่านคิดให้ข้าพเจ้าหยุดนิ่งตลอดกาลกลับต้องทำให้ข้าพเจ้าตายเพียงเท่านั้น “

“ เมื่อถึงขั้นนั้น แม้ต้องกระทำ ผู้อาวุโสจำต้องกระทำแล้ว “
“ ท่านย่อมไม่คิดกระทำ “

“ เพราะเหตุใด .. ไฉนผู้อาวุโสกลับไม่อาจกระทำ “
“ เพราะท่านเป็นถึงประมุขพรรคมาร ผู้คนล่วงรู้ว่าท่านรังแกเด็กน้อยดุจขยี่มดปลวก กลับเป็นเรื่องราวโง่งมชนิดหนึ่งในยุทธภพ “

กล่าวถึงตรงนี้นางคล้ายกรอกตาชำเลืองมองเฒ่าเติ่งแวบหนึ่งก่อนสาวเท้าเดินไปมาเบื้องหน้าประมุขพรรคมาร

“เกรงว่าเด็กน้อยกล่าวผิดไปแล้ว “ มันคล้ายยืดตัวตรงขึ้น เหลือบมองดรุณีน้อย สายตามีประกายมันกล่าวต่อไปว่า
“ เด็กน้อยเจ้าว่าผู้ใดเป็นประมุขพรรคมาร”

“ ข้าพเจ้าย่อมหมายถึงท่าน  … เล่าเติ่งปังจู”  นางกล่าวไปพร้อมทำริมฝีปากเชิดใส่เฒ่าเติ่ง มองไปน่ารักน่าชังมิใช่น้อย

“ ประมุขพรรคมารยามนี้คล้ายเปลี่ยนมือแล้ว คาดว่าเด็กน้อยยังไม่ทราบกระมัง”

ดรุณีน้อยมิได้แสดงสีหน้าแปลกใจแต่อย่างใด นางพลันแย้มยิ้มคล้ายเบื้องหน้าเป็นเรื่องราวเบิกบานใจชนิดหนึ่ง

“ นั่นยิ่งเป็นเรื่องราวสมควรระวังอย่างยิ่งยวด” 
“ เฮ่อ!!.. เด็กน้อยกล่าวเหลวไหลอันใด ผู้อาวุโสยิ่งรับฟังคล้ายไม่เข้าใจ”

“ ท่านเมื่อมิได้เป็นประมุขพรรคมารแล้วเป็นเช่นไร ผู้คนในยุทธ์ภพไหนเลยแยกแยะเรื่องราวก่อนหลัง ผู้อาวุโสจะอย่างไรเสียย่อมยังคงตำแหน่งประมุขอยู่ดี”

เรื่องราวข้อนี้คล้ายเป็นห่วงผูกคอผู้คนในยุทธ์ภพ ศักดิ์ศรีผู้คนดูเป็นเรื่องหนักหนายิ่งนักสำหรับผู้คน  เล่าเติ่งแม้ไม่ยอมรับในท่าทีแต่ก็มิได้กล่าวปฏิเสธอันใด มันเพียงปั้นหน้าขึงขังกล้าวออกไป

“เด็กน้อย ไฉนกล้ากล่าววาจาวุ่นวายผู้อาวุโสถึงเพียงนี้”
“เด็กน้อยย่อมเป็นเด็กน้อย มิได้เป็นอันใด ผู้อาวุโสสูงส่งใยต้องใส่ใจ”

เฒ่าเติ่งครุ่นคิด พลังฝีมือนางเทียบชั้นได้กับเหล่ายอดฝีมือชั้นนำจากสำนักฝ่ายเทวะหากแต่ว่า กระบวนท่าใช้ออกนั้นมิได้เป็นกระบวนท่าจากสำนักพื้นฐาน  เป็นวิชาอันใด ผู้ใดกันเป็นอาจารย์มัน หรือเป็นพวกนอกรีตที่ซุกซนหลงทางผ่านมา … ครุ่นคิดแทบตายยังไม่อาจเข้าใจ

“เด็กน้อยมีที่มาอันใดกันแน่?”
“เด็กน้อยย่อมเกิดจากมารดา..มารดาเด็กน้อยคล้ายเป็นสตรีผู้หนึ่ง”

“ดูท่าว่าเป็นสตรีที่กล่าววาจามากมายเป็นพิเศษ”
“นั่นจึงเรียกได้ว่าเป็นสตรีโดยสมบูรณ์ท่านผู้อาวุโส”

“สตรีที่รู้จักพูดจาให้น้อยลงบ้างย่อมอยู่เหนือสตรีทั่วไปอีกขั้นหนึ่ง”
“ท่านผู้อาวุโสกล่าวคล้ายเข้าใจอิสตรี”

“มิได้… ไม่มีผู้ใดเข้าใจผู้ใดได้ ไม่ว่าบุรุษหรืออิสตรี”
“เพราะมิมีผู้ใดสามารถเข้าใจผู้ใดได้ บุรุษสตรีจึงเสมอภาค”

“เจ้าคิดกล่าวอันใดก็ว่ามาดีผู้อาวุโสคล้ายกล่าววาจาสู้เจ้าไม่ได้”  น้ำเสียงมันตึงเครียดขึ้น  นั่นเพราะเล่าเติ่งเห็นว่าผิดท่า เดิมทีคิดถามไถ่ที่มาของนางกลับถูกนางชี้นำกล่าววาจาวุ่นวาย

“ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านมีความหนักใจอยู่บ้างเรื่องข้าพเจ้า”
“เป็นเช่นนั้นจริง”
“นั่นเพราะท่านยื่นข้อเสนอที่ข้าพเจ้ามิอาจรับได้”
“เราเห็นแล้ว.. ยังมีอันใดอีก”
“ข้าพเจ้ากลับคิดวิธีที่ข้าพเจ้ายอมรับได้ ท่านเองยิ่งยินยอมรับได้”
“วิธีอันใด”

“ข้าพเจ้าคล้ายทราบมาว่าท่านผู้อาวุโสชมชอบการเสี่ยงดวง”

เล่าเติ่งกรอกตาไปมาในใจครุ่นคิด ((เพลงกระบี่ครานี้สะบัดออกมาคล้ายชอนไชจนถึงขั้วหัวใจผู้คน)) คิดถึงตอนนี้ค่อยผ่อนคลายสีหน้าลง

“นั่นย่อมต้องดูว่าเราจะพนันด้วยอันใด วิธีการใด”
“เป็นวิธีการง่ายดายยิ่งรวบรัดยิ่ง ท่านผู้อาวุโสต้องชมชอบ”

“ขอเพียงมิได้ให้เราออกลูกเรื่องอื่นเราย่อมสามารถกระทำ”
“ข้าพเจ้าทราบดี บุรุษสตรีแม้เท่าเทียมแต่ในบางเรื่องราวสมควรละเว้นบ้าง”

เล่าเติ่งกล่าวไปคล้ายมีรอยยิ้มประดับใบหน้า “เป็นเช่นนั้นได้ ผู้อาวุโสค่อยคลายใจ”
เสียงครืนๆของท้องฟ้าเริ่มคำรามมาเรื่อยๆ ฝนลงเม็ด ผู้คนยังสนทนา

“ข้าพเจ้าคิดเชิญท่านผู้อาวุโสประลองพลังลมปราณ”

เล่าเติ่งคล้ายเกิดความฉงนในใจชั่ววูบ เด็กน้อยผู้นี้ไฉนคิดประลองลมปราณกับตน จากกระบวนท่าที่ปะทะพลังกันเมื่อครู่นางมิได้เรียนรู้ความสูงต่ำของระดับฝีมือหรอกหรือ หรือนางมีเจตนาแอบแฝง มิเช่นนั้นแล้วไฉนนางกลับกล่าววาจาคล้ายมั่นใจอยู่หลายส่วน

“เจ้าทราบหรือไม่ว่าผู้อาวุโสมั่นใจเพียงใดในการประลองลมปราณ?”
“ข้าพเจ้าทราบ”

“เมื่อทราบ..  ไฉนยังคิดประลองกับผู้อาวุโส?”
“เนื่องจากเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียวที่ข้าพเจ้าคิดว่าผู้อาวุโสยินยอมประลองกับเด็กน้อยเช่นข้าพเจ้า” นางกล่าวด้วยเสียงราบเรียบ

“หากพ่ายแพ้ขึ้นมาเจ้าย่อมไม่กล่าวหาว่าผู้อาวุโสเอาเปรียบเด็กน้อยแล้วใช่หรือไม่”
“เป็นเช่นนั้นจริง”

“เช่นนั้นยังรีรออันใดเด็กน้อยกำหนดหัวข้อมาได้เลยผู้อาวุโสพร้อมรออยู่แล้ว”

มันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเชื่อมั่นยิ่ง  ในแววตามองเด็กน้อยด้วยความเอ็นดูในทางหนึ่งอดสงสารนางมิได้ ผู้คนหนุ่มสาวยามคิดริรักไฉนทุ่มเทจิตใจแรงกายได้ถึงเพียงนี้  หรือมันเองชืดชาต่อรสรักชนิดนี้แล้ว หรือมันลืมเรือนอารมณ์พิศวาสเมื่อนานมาแล้ว ไม่มีผู้ใดทราบได้หากมันไม่เอ่ยออกมาเอง

ใต้ก้อนเมฆพลันเกิดแสงวูบวาบคล้ายเป็นสัญญาณบอกเรื่องราว ดรุณีน้อยเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องบน ในตาคล้ายมีประกายชั่ววูบคล้ายเป็นแสงในหนึ่งเศษเสี้ยวของการตวัดกระบี่คืนฝัก

เสียงเปาะแปะของหยาดฝน เริ่มผลิพรมไปทั่วบริเวณผู้คนคล้ายเป็นก้อนหินมิได้เคลื่อนไหวแต่อย่างใด ปลายยอดหญ้าพลิ้วไหวตามสายลมโบก

“หากว่าเป็นกระบวนท่าที่ใช้พลังลมปราณ..ไม่ว่าเรื่องราวใดผู้อาวุโสยินยอมกระทำใช่หรือไม่” นางเหลือบมองเล่าเติ่ง ในแววตามีความเยือกเย็นอย่างประหลาด

“หากอยู่ในวิชาพื้นฐานของยุทธ์ภพ”
“ย่อมอยู่ในพื้นฐานของวิชาในยุทธ์ภพ.. ไม่เช่นนั้นแล้วเด็กน้อยมิบังอาจเสนอเป็นการประลอง”

เฒ่าเติ่งพยักหน้าคราหนึ่งมีความหมายว่ายอมรับแล้ว ดรุณีน้อยแย้มยิ้มใบหน้าคล้ายมีความมั่นใจอยู่หลายส่วน รอยยิ้มเช่นนี้คล้ายทำให้จิตใจเฒ่าเติ่งปั่นป่วนแล้ว

“นางคิดประลองอันใดกันท่านผู้เฒ่ากันแน่?” ต้นเสียงลอยผ่านหน้ากากไม้ของเชาเส่ยตอนนี้มันพลิกตัวตั้งตรงได้แล้ว 

“เชาเส้ย… เจ้าไฉนเสียมารยาทกับท่านผู้อาวุโส” เป้ยซ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

เฒ่าเติ่งมิว่าอันใด มันเหม่อมองท้องฟ้าอย่างโง่งม เสียงฝนแตะพื้นยังก้องอยู่ในหัว ภาพของเซียวเล้งเด็กน้อยผู้นั้นปรากฏในห้วงความคิด นางก้าวเดินอย่างองอาจยืนตัวตรงตั้งนิ่งทั้งร่างคล้ายเป็นกระบี่วิเศษเล่มหนึ่งที่หลับไหลอยู่ในฝักกระบี่

“ท่านผู้เฒ่าเพียงทำตามข้าพเจ้า ผลแพ้ชนะท่านล้วนแล้วตัดสินใจเอง”

นางกล่าววาจารวบรัดชัดเจนแฝงไปด้วยไปด้วยพลังลมปราณขุมหนึ่งแผ่คลุมบริเวณ กาลเวลาคล้ายหยุดนิ่งให้กับนาง สายลมโชยพัดเชื่องช้ายิ่ง เป็นเช่นนั้นเนื่องเพราะจิตใจผู้คนตอนนี้คล้ายโดนตอกตรึงไปกับธรรมชาติ สิ่งรายรอบคล้ายหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

หยาดหยดหนึ่งของเม็ดฝนดิ่งลงมาเบื้องหน้านาง ในขณะเดียวกันนั้นนางพลันสะบัดฝ่ามือขึ้น  ยื่นออกเบื้องหน้างอนิ้วดีดออก เม็ดฝนเมื่อสัมผัสข้อนิ้วผู้คนมิเพียงไม่แตกกระจาย กลับอ่อนนิ่มบิดงอคล้ายเป็นลูกโป่งลูกหนึ่ง พุ่งแหวกอากาศออกไปเบื้องหน้า ในห้วงหนึ่งของลมหายใจผู้คน อัญมณีแห่งฟากฟ้าพุ่งปราดแหวกมวลอากาศรายรอบกำเนิดเสียงวิงคล้ายกระบี่กรีดอากาศเป็นริ้ว 

เสียงซึบ!!  เมื่อเม็ดฝนตัดผ่านยอดหญ้าเบื้องหน้า แนวขอบใบที่โดนตัดเรียบคมกริบ ต่อจากนั้นยอดใบหญ้าอีกหลายใบก็ร่วงโรย

ภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าเล่าเติ่งยามนี้กลับเหนือความคาดหมายยิ่งนัก ดวงตามันเขม็งเกร็งภายในจิตใจคล้ายโดนภูเขาน้ำแข็งกดทับไว้ไม่อาจเอ่ยวาจาอันใดออกมาได้ นั่นเพราะความตื่นตกใจจากภาพเบื้องหน้ามันจุกตัวอยู่ที่หลอดลม เพียงคิดกลืนมวลอากาศลงคอกลับยากเย็น

“ลมปราณอ่อน” เสียงเล็กๆลอยออกมาจากปากเล่าเติ่ง

เซียวเล้งเบือนหน้าเข้าหาเฒ่าเติ่ง บัดนี้แววตานางคล้ายดังกระบี่น้ำแข็งเสือกแทงเข้าหาจิตใจผู้คนรอบทิศทาง

“เชิญท่านผู้อาวุโส” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ผู้อาวุโสยินยอมเจ้าแล้ว “ น้ำเสียงเล่าเติ่งกลับเย็นเยือกกว่า
“ท่านผู้อาวุโสยังมิได้ลองกระทำดูเลย ไฉนท่านกลับยินยอมโดยง่ายดาย”

“เด็กน้อยอันร้ายกาจ เจ้าไม่ทราบจริงๆหรือแกล้งไม่ทราบ” เฒ่าเติ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ตลอดร่างคล้ายปกคลุมด้วยความเย็นเยือกชนิดหนึ่ง

เซียวเล้งยิ้มพราวดวงตานางกลับเป็นประกายแวววาวอีกครา

“หากเป็นเช่นนั้นแล้ว แสดงว่าท่านยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี”
“ยังมีอันใดให้กล่าวความวุ่นวายอีกเล่า”

“ท่านผู้อาวุโสไฉนมิคิดถามไถ่ถึงที่มาของกระบวนท่าเมื่อครู่”
“เราไฉนต้องถามไถ่ กาลก่อนนั้นเราเองก็เคยกระทำได้”

“ ตอนนี้เล่า ไฉนไม่อาจกระทำได้”
“ นั่นเพราะเราแข็งแกร่งเกินไป “

เล่าเติ่งเดิมที่มีความมั่นใจในเรื่องพลังลมปราณเป็นที่สุด  นั่นเพราะผู้คนหากคิดขึ้นเป็นประมุขพรรคมารมิใช่เรื่องราวง่ายดาย กำลังฝีมือนับได้ว่าเป็นสุดยอดที่สุดในฟากฝั่งมาร มันเองกลับลืมเลือนเรื่องราวนิทานพื้นเมืองที่เอ่ยถึงนครเสียดฟ้า ว่าด้วยลมปราณอ่อนนุ่ม เด็กน้อยใช้ละเล่นยามว่าง เป็นการเฝ้าฝึกลมปราณเบื้องต้น ควบคุมการไหลเวียนของพลังในร่างกายอย่างเป็นระบบ

หากแต่ว่าผู้ฝึกนั้นพอเจริญวัยมากขึ้นพลังลมปราณย่อมแข็งแกร่งขึ้น ทรงพลังมากขึ้น การทำให้ของเหลวทรงตัวอยู่ได้ด้วยลมปราณก็ค่อยๆถูกลดทอนลง ผู้ใดจะทราบได้ว่าลมปราณชนิดนี้สามารถเอาชนะผู้คนได้ นั่นเพราะนอกจากเอาไว้ละเล่นแล้ว  พลังชนิดนี่ไม่อาจทำร้ายผู้คนได้  เรียกได้ว่าเป็นวิชาพื้นฐานในยุทธภพได้หากแต่ว่าผู้คนที่สามารถใช้ลมปราณชนิดนี้จนถึงขั้นสามารถทำร้ายผู้คนได้  กลับเป็นผู้คนจากดินแดนนครเสียดฟ้า หากแต่ว่านครเสียดฟ้ากลับอยู่ในยุทธนิยายมิได้มีนครเสียดฟ้าจริงดังตำนานว่าไว้

“ ท่านทราบหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดข้าพเจ้ากลับสามารถใช้ลมปราณชนิดนี้ได้ “
“ เราทราบแล้วมีประโยชน์อันใด ผลแพ้ชนะออกมาแล้วเจ้ามีอันใดก็กล่าวมา”

ชั่ววูบในห้วงความคิดเล่าเติ่งคล้ายสำนึกเรื่องราวบางอย่างได้

“เจ้า..เจ้า เด็กน้อยเจ้าหรือว่าเจ้าเป็นผู้คนจากนครเสียดฟ้า” สีหน้าเล่าเติ่งตระหนกตื่นเต้นยิ่ง นี่คล้ายเป็นเรื่องราวประหลาดพิสดารในยุทธ์ภพ น้ำเสียงมันสะท้านในลำคอ

เซียวเล้งคล้ายไม่เข้าใจที่เล่าเติ่งกล่าววาจา นครเสียดฟ้าเป็นเพียงตำนานนิทานพื้นบ้านมิใช่หรอกหรือ ชั่ววูบหนึ่งนางคิดกล่าววาจาบางอย่างออกมาแต่มิอาจกล่าวได้ นางเหลียวมองกลับไปเบื้องหลังสีหน้ามีเรื่องกังวลเรื่องหนึ่ง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ดูไปไม่ต่างกับจิตใจของนางตอนนี้

“ข้าพเจ้ามิได้เป็นใดๆทั้งสิ้นข้าพเจ้าย่อมเป็นเด็กน้อย เป็นเด็กน้อยที่คิดเดินทางต่อแล้ว”

เล่าเติ่งไม่มีวาจาอันจะกล่าวออกมาเพียงยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี
“เด็กน้อยเจ้าไปเถอะ “ มันบอกกว่าง่ายดายในขณะที่แหงนมองท้องฟ้าคล้ายครุ่นคิดเรื่องราวมากมาย

“ท่านผู้อาวุโส”
“เด็กน้อยเจ้ายังมีอันใดอีก?”

“ข้าพเจ้าคิดขอร้องท่านผู้อาวุโสอีกเรื่องราวหนึ่ง”
“เจ้าว่ามา เราหากกระทำได้ย่อมกระทำให้”

เซียวเล้งเหม่อมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิดลง กระชับกระบี่ข้างกายดวงตาเพ่งมองไปเบื้องหน้าเอ่ยวาจาออกมา

“ ข้าพเจ้าคล้ายมีเงาร่างผู้คนสะกดรอยตามมาถึงสองชีวิต “
“ เป็นผู้ใด “

“ท่านถามเอาจากพวกมันก็จะทราบดี ข้าพเจ้าคิดอยากให้ท่านอยู่พูดคุยกับพวกมันนานๆ”
“หากมิใช่เด็กน้อยวาจากะล่อนเช่นเจ้า ผู้อาวุโสยินดีกล่าววาจาเนิ่นนาน”

เซียวเล้งแย้มยิ้มคราหนึ่ง นางไม่ว่าอันใด เพียงประสานมือคารวะเล่าเติ่ง ดีดตัวพุ่งปราดออกไปดุจสายลมหอบหนึ่ง รุนแรงคล้ายกับตอนมาถึง  เล่าเติ่งส่งเสียงตามหลังนางไปเป็นคำถามชนิดหนึ่ง “เป็นผู้ใดสอนลมปราณนี้แก่เจ้า”

ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากนางเงาร่างสีมรกตยังคงพุ่งทะยานออกไป มีเพียงเสียงเล็กๆกล่าวออกมาจากเซียวเล้งมีเพียงนางผู้เดียวที่สามารถได้ยิน

“ท่านผู้อาวุโส ผู้สอนลมปราณชนิดนี้ให้กับเราคือประมุขของท่าน นั่นย่อมเป็นมารน้อย คนรักของเรา “

ท้องฟ้ามืดครึ้มแสงดาวเริ่มวาววับ
ผู้คนคิดหมายต้องการสิ่งใด ประการแรกที่สุดที่พึงกระทำคือ

เดินทาง

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว
เซียวเล้งใช้ลมปราณอ่อนเอาชัยอดีตประมุขพรรคมาร(เล่าเติ่ง) จนบัดนี้เดินทางก้าวล่วงพ้นเนินเขตเขาโดโจมุ่งสู่ดินแดนปารมิตา เล่าเติ่งอดีตประมุขพรรคมาร เข้าปะทะและควบคุมตัวเชาเส่ยกับเป้ยซ่งสองพี่น้องศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันกับเซียวเล้ง อาจารย์ของพวกมันคือเจ้าสำนักมังกรฟ้าคือบิดาของเซียวเล้ง มังกรเมฆา เจ้าสำนักฝ่ายเทวะ หากแต่ว่าที่มันทั้งสองสะกดรอยตามแท้จริงคือเซียวเล้งหรือหมายตาความลับในถุงแพรปักนกเป็ดน้ำคู่กันแน่
มารน้อยเพียงคิดเดินทางเพื่อส่งมอบสิ่งของนี้ให้มารขาวบิดาของมันได้เดินทางเข้าพบมารเฒ่ามิได้ใส่ใจเรื่องราวอันซุกซ่อนในถุงแพร ผู้ล่วงรู้ว่ามารขาวอยู่ที่ใดย่อมเป็นมารเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ของมัน การเดินทางของมารน้อยเพื่อส่งมอบถุงแพรนี้ย่อมมิใช่เรื่องราวง่ายดาย นั่นย่อมติดตามตอนต่อไป …

ตอน(๕) : ผู้นำทาง

เพียงแสงแวบวาบใต้ทิวเมฆา สีครึ้มดำของมันนำพาอารมณ์ผู้คนเวิ้งว้างหดหู่ ละอองฝนพรมเป็นฝอยอาบทั่วพื้นกระท้อมปลายผา ชายชรานิ่งเงียบ ผ่านไปเนิ่นนานมิคล้ายมีวาจาใดๆออกจากร่าง เม็ดหมากขาวดำเรียงรายแน่นหนาแทบมองไม่เห็นพื้นที่ว่าง ดูไปเป็นช่วงปลายสุดของกลเกม เหล่ากองทัพม้าศึกล้วนเข้า ประจันหน้า เพียงพบเหลียมมุมใดสามารถเล็ดรอดได้ นั่นถึงกับเป็นจุดแตกหักสิ้นสุดในสมรภูมิรบ
มารน้อยห่อตาเล็กน้อย มันเกาะกุมเม็ดหมากขาวในมือคล้ายมีรากงอกออกมาพัวพันข้อนิ้ว คล้ายคิดบีบมันให้แตกแหลกคามือ มารเฒ่าเหม่อมองแสงวูบวาบที่ปลายฟ้าอย่างโง่งม มันระบายลมหายใจออกมา เอ่ยเป็นประโยคแรกในดินแดนแห่งความสงัด
“เจ้าเจ็บมือหรือไม่ ?”
“เจ็บงั้นหรือ .. คล้ายเจ็บอยู่บ้าง”
“ประเสริฐ ประเสริฐ..นั่นย่อมแสดงว่าเจ้ายังมีความรู้สึกอยู่”
มารน้อยคลายมือออกจากเม็ดหมาก เสียงแกรกเมื่อเม็ดหมากแตะพื้นกระดาน
เหลียวมองออกสู่เบื้องนอก ท้องฟ้ามืดครึ้ม ชัวครู่จึงผสานมือเข้าหากัน คล้ายเป็นท่วงท่าบิดขี้เกียจ คล้ายเพิ่งตื่นจากนิทรา คล้ายมีเรื่องราวอันควรกระทำมากกว่าเกมหมากล้อมเบื้องหน้า ผิวน้ำชากระเพื่อมเล็กน้อย ไอละอองความร้อนสะดุ้งหนึ่งครา หมากล้อมหนึ่งตากินเวลาเนิ่นนาน คนผู้หนึ่งหากให้อยู่นิ่งๆเป็นเวลานานย่อมยากลำบากกว่าเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน มันมิเพียงอายุเยาว์วัย อีกทั้งประสาทสัมผัสทั่วทั้งร่างกลับตื่นตัวเสมอ ในแววตามันพลันปรากฏประกายวาบหนึ่ง สะบัดฝ่ามือ ใช้ออกด้วยพลังลมปราณอ่อน งอนิ้วดีดเม็ดฝนที่หยดลงเบื้องหน้า ลมปราณกล้าแกร่งพุ่งผ่านสายฝนมุ่งสู่พุ่มไม้เบื้องหน้ามัน

พุ่มไม้เบื้องหน้าคล้ายเกิดมวลลมสองกลุ่มปะทะกัน

ชายริ้วยอดหญ้าพลันแตกกระจาย ด้านหลังพุ่มไม้ปรากฏร่างคนผู้หนึ่ง คลุมผ้าสีเทาเข้มจากศีรษะจรดลงข้อเท้าเบื้องล่างล้วนถูกปกคลุมมิดชิด เงาผ้าคลุมบิดบังแววตาคนผู้นี้ดูไปลึกลับยิ่ง มันยืนนิ่งสงบมิมีทีท่าตระหนกแตกตื่นอันใด เพียงครู่เดียวเท่านั้น คล้ายมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น บุคคลลึกลับภายใต้เสื้อคลุมยาว สาวเท้าออกมาจากพุ่มไม้ เชื่องช้าแต่มั่นคง เรื่องราวทั้งหมดเบื้องหน้าอยู่ภายใต้สายตามารเฒ่าตลอด เวลา
ท่านผู้เฒ่าคล้ายมิมีเรื่องราวอันใดกระทำ ท่านยังคงนั่งลงจัดแจงก่อไฟขึ้นมาใหม่ ล้วงถ้วยชาดินเผาใบน้อยออกมาจากอกเสื้อ มือหนึ่งยกป้านกาตั้งไฟทางหนึ่งเปาลมออกจากปาก ถ่านเริ่มแดงแสงวูบวาบของไฟตัดกับม่านราตรีที่คืบคลานเข้ามาทีละน้อย ผาศิลานิ่งสงบไร้เรื่องราวภายใต้ผู้คนสามชีวิต
“เป็นผู้ใด” มารน้อยเอ่ยออกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดีดตัวออกเบื้องนอก เม็ดฝนสะท้านหนึ่งคราเสื้อผ้าเริ่มมีแต้มความชื้นประดับ กล่าวจบหนึ่งความมันก้าวเท้าถึงเบื้องหน้าผู้คนแล้ว เป็นคนลึกลับผู้หนึ่ง
“เป็นผู้นำทาง” มารเฒ่ากล่าวอย่างเลื่อนลอย
“มันทราบ” มารน้อยทำปาก อ้อ!!
“ใช่..มันทราบ” กล่าวจบสองมืออันแห้งกรังปัดฝุ่นผงเถ้าถ่านที่เกาะกุมเสื้อผ้าฟุ้งกระจาย มารเฒ่าเดินตัวงุ้มสาวเท้าอย่างเงียบสงบเพียงทิ้งตัวลงบนพื้นไม้อันด้านเรียบภายในศาลา มิเพียงไม่เหลือบแลคนทั้งสอง มันเองกลับจัดแจงเก็บกระดานและเม็ดหมาก แยกขาวกับดำอย่างไร้เรื่องราว เพียงปล่อยให้คนทั้งสองเผชิญหน้ากัน
“มันทราบได้อย่างไรว่าข้าพเจ้าต้องการผู้นำทาง “ มันกล่าวเว้นจังหวะชั่วครู่หนึ่งจึงเสมองมารเฒ่าที่กำลังเก็บข้าวของ จึงค่อยเอ่ยต่อ
“หรือเป็นท่านเรียกหามัน?”
“มิได้เป็นเราเรียกหามันมา หากแต่มันมาเอง มันมาตามหน้าที่ของมัน”
“หน้าที่อันใด?”
มารน้อยมีสีหน้าประหลาดใจอยู่บ้างหากแต่ยังจับจ้องไปที่บุคคลลึกลับ คนผู้นี่ไปมาอย่างเงียบเชียบยามอยู่เบื้องหน้าผู้คนคล้ายเป็นความเงียบที่ไม่ยอมเคลื่อนไหว จนบัดนี้ยังมิยอมกล่าวประโยคอันใดออกจากใต้เงามืดของเสื้อคลุม
“หน้าที่นำทาง” เป็นมารเฒ่าเอ่ยขึ้นเสียเอง
“นำไปที่ใด”
“สถานที่คนทั่วไปมิอาจเข้าถึง”
“บิดาข้าพเจ้า.. มารขาวอยู่ที่นั่น” มันเมื่อเอ่ยถึงชื่อบิดาก็กัดฟันกรอด
“ มารขาว .. ใช่มารขาวบิดาเจ้าอยู่ที่นั่น จนบัดนี้เราเองไม่ทราบเหมือนกันว่ามันยังเรียกว่ามารขาวอยู่หรือไม่”
มารเฒ่ากล่าวคล้ายนึกถึงใบหน้าผู้คน มันหลบตามารน้อยโคลงหัวสายหน้า เหลียวมองผู้คนในชุดคลุม มันคล้ายมีรอยยิ้มอบอุ่นให้กับคนผู้นั้น คนในชุดคลุมโค้งศีรษะเล็กน้อยคล้ายทำความคารวะ จากนั้นจึงเอ่ยออกมาเป็นประโยคแรก
“มารขาวยังเป็นมารขาว ท่านจ้าวหุบเขาทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้าเพียงมีหน้าที่นำทางส่งประมุขน้อยท่านนี้สู่หุบเขา “ มันกล่าวถึงมารขาวอย่างเคารพยิ่ง
มารน้อยเหลียวมองคนผู้นี้โดยพลันเมื่อเสียงนั้นสงบลง วาบหนึ่งมันคล้ายคุ้นเคยกับสุ้มเสียงนี้ ในใจคล้ายเกิดอารมณ์สับสนชั่ววูบหนึ่ง น้ำเสียงนี้คล้ายเป็นสตรีวัยล่วงเข้ากลางคน ภายในเส้นเสียงคล้ายฉาบความเย็นเยียบ พาลทำให้ผู้คนรับฟังรู้สึกเหน็บหนาว เสียงนี้คล้ายเป็นเสียงมารดามันยิ่งนัก หากแต่มันเองมิกล้าคิดเรื่องราว
“มารดาเจ้ายังอ่อนด้อยต่อโลกนัก จากกันครานี้นางจากไปเช่นใดเป็นผู้ใดคร่านางจากไป ” คนผู้นั้นกล่าวสืบต่อ คราวนี้เอ่ยออกมาเบือนหน้าไปที่มารน้อยโดยตรง วาจาครานี้คล้ายเป็นกระบี่เย็บเยียบเสียดแทงออก
มารน้อยรับฟังคล้ายสายฟ้าฟาดใส่ใบหน้ามัน สีหน้ามันเปลี่ยนวูบตลอดทั้งร่างสะท้าน เสียงลั่นเมื่อกระบี่ในมือคล้ายแล่นออกโดยพลันเป็นความเร็วเหนือเสียง คล้ายสายฟ้าฟาดหนึ่งสายพุ่งออกจากฝ่ามือผู้คน เสียงของมันหวีดร้องแหลมลึกคล้ายตัดได้แม้กระทั่งอากาศรายรอบ สภาวะการณ์โดยรอบจากเคยสงบนิ่ง บัดนี้ถูกรังสีกระบี่เกรี้ยวกราดคุกคามเสียจนอึดอัด
เงาราตรีอาบไล้คมกระบี่สีดำปราด เม็ดฝนพรมทั่วฟ้าหากแต่เมื่อปะทะเจอกระบี่ธาตุมารเล่มนี้กลับรี่หลบเงากระบี่อันคมกล้า เหลือมสีดำตลอดปลายแหลมถึงโกรงกระบี่บังเกิดเสียงวือๆคล้ายมีลมปราณไหลเวียนอัดแน่น พร้อมระเบิดออกได้ทุกขณะกาล บัดนี้คอหอยผู้คนในชุดคลุมกลับอยู่ประชิดปลายกระบี่เพียงไม่กี่หุน
“ผู้คนจากไปแล้วคนอยู่เบื้องหลังอย่างน้อยสมควรให้เกียรตินางบ้าง”
“ผู้คนให้เกียรติกันไม่สมควรกวัดแกว่งเศษเหล็กอันใช้ไม่ได้วุ่นวาย” เสียงนั้นเอ่ยราบเรียบคล้ายมิมีอันใด ตลอดทั่วร่างนางทิ้งตรงมั่นคงดุจหินศิลา
“ท่านกลับว่ากระบี่นี้คล้ายเศษเหล็ก”
“กระบี่เมื่อแล่นออกแหล่งต้องฆ่าคน กระบี่ที่ใช้เพียงข่มขู่ผู้คนย่อมมิอาจเรียกว่ากระบี่”
“นั่นต้องลองดูว่าเศษเหล็กนี้สามารถแทงผ่านคอหอยท่านได้หรือไม่”
“นั่นต้องลองดูจริง”
กล่าวจบสิ่งที่ไม่คาดคิด สตรีในชุดคลุมก้าวเท้าออกเบื้องหน้าคอหอยผู้คนแทงเข้ากระบี่ อารามตกใจมารน้อยเกร็งข้อมือกลับดันกระบี่ต้านทานพลังขุมหนึ่งที่ทะลวงสวนกลับมา คมกระบี่คำรามลั่นกลางตัวกระบี่สะท้าน ชั่วพริบตา กระบี่ธาตุมารหักสะบั้นออกเป็นสามสี่ชิ้น พลิ้วกระจายออกคนละทิศทาง
มารน้อยถอดสีหน้าด้วยความตระหนก มือของมันชุ่มไปด้วยผดเหงื่อ มือหนึ่งที่เกาะกุมด้ามกระบี่สั่นสะท้านไม่ทราบได้เพราะความกลัวหรือพลังที่สวนกลับมายังมิอาจสลาย
“เป็นเศษเหล็กนี้ใช้การมิได้แล้ว” มารเฒ่าแทรกตัวเข้ากลางระหว่างคนทั้งสอง มันใช้สองนิ้วคีบกระบี่หักที่อยู่ในมือมารน้อยออกมาดูชม กระบี่หลุดจากมือง่ายดายยิ่ง สายตากรอกกลิ่งไปมาแสยะยิ้ม ภายในดวงตาคล้ายก่อเกิดพลังกดดันคนทั้งคู่ให้ถอยห่างออกไป
“ น้ำเดือดแล้วถ้วยชามีน้อยอยู่ ผู้คนกลับรุดมาอีกหนึ่งย่อมขาดถ้วยชารับรอง พวกเจ้าทางทีดีสงควรเดินทางได้แล้ว “
มารน้อยคล้ายยังไม่คลายความขุ่นมัวคนลึกลับผู้นี้ เลือดภายในเดือดพล่าน ก้มหน้าคารวะท่านผู้เฒ่าพลันเตะเท้าดีดตัวออก เงาร่างสีดำกลืนหลายไปในดงป่า สตรีในชุดคลุมยืนสงบนิ่งไม่ทราบภายในเป็นสีหน้าเช่นไร มันประสานมือคารวะมารเฒ่าก่อนก้าวเท้าออกอย่างเชื่องช้า มันทิ้งประโยคหนึ่งให้กับท่านผู้เฒ่า
“ ข้าพเจ้าดีใจยิ่งที่มันมิอาจใช้กระบี่มารเล่มนี้ได้ “
มารเฒ่าเหม่อมองแผ่นหลังผู้คนลับหายไปกับเงาไม้ใต้เมฆาครึ้มมัว มันสะบัดกระบี่หักออกหนึ่งครา เศษกระบี่ที่กระจายออกกลับแล่นคืนสู่ด้ามกระบี่ ผสานเนื้อกระบี่ไร้ร่องรอยการแตกร้าว มองไปคล้ายอยู่ในความฝัน ตื่นหนึ่ง มารเฒ่าผ่อนลมหายใจ สงบนิ่งชั่วครู่เหม่อมองท้องฟ้าเบื้องบน เม็ดฝนเบาบางแล้ว เมฆมวลคลีคลายแสงดาวระยับเป็นประกายประดับท้องฟ้า มันเพียงเอ่ยวาจาออก น้ำเสียงบางเบาอบอุ่น
“ ผู้คน ย่อมเป็นผู้คนมิใช่มารร้าย มันหากว่าเป็นมารร้าย หยกฟ้าเจ้าแม้มีสิบคอ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ “
พ้นลมหายใจออกอีกครามันก็ทิ้งตัวลงบนพื้นไม้ใต้ชายคาศาลาหลังเล็ก ถ้วยชาเพียงพอแล้วผู้คนเล่า ผู้ใดรุดมาชมชาเป็นเพื่อนท่านผู้เฒ่า
หลังฝนพรมพื้น อากาศสะอาดใสยิ่ง
ผู้คนสมควรกระทำการใดภายใต้บรรยากาศเช่นนี้
"ผู้คน ย่อมเป็นผู้คน"
เสียงมารเฒ่าลอยตามลมในน้ำเสียงคล้ายสุขใจยิ่ง

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
ตอน(๖):มารเฒ่า

แสงอาทิตย์หรี่ลับนานแล้ว โปรยฝนซาหาย มารเฒ่าคล้ายหลับไหล หลังไหล่พิงเข้ากับเสาเรือนศาลา ลมโชยแผ่วเบา พัดพาสะเก็ดถ่านไฟปลิวเป็นเม็ดๆ เมื่อพัดต้องถ่านแดงเกิดแสงวาบขึ้นลงตามแต่จังหวะการเคลื่อนไหว ชายเสื้อมารเฒ่าพลิ้วตามลม ผู้คนนั่งอิงเอน ดูคลายใจยิ่งนัก
ผู้คนชรามักคลายกังวลต่อโลกหล้า หากแม้มีเรื่องราววุ่นวายร้อนใจของผู้คนกระทบใส่ กลับเบาบางหาเก็บมาเป็นอารมณ์ไม่ ผู้คนชราที่กระทำเรื่องราวเช่นนี้ได้มีได้มีมากนัก หากแต่ต้องเป็นผู้เคี่ยวกรำประสบการณ์ตัวเองอย่างยิ่งยวด เมื่อมองดูปัญหากลับเห็นเป็นเรื่องเบา แต่เมื่อเข้าไปกระทำพันตูกับปัญหากลับสะสางเรื่องราวเสียราบเรียบไร้ริ้วตะเข็บ มารเฒ่าเป็นชายชราประเภทนั้น หลังจากว่างเว้นเรื่องราวมักทอดตามองโลกหล้าอันเวิ้งว้างอย่างอิ่มเอม ราวกับสรรพสิ่งทั่งมวลล้วนสวยงาม ราวกับรับรู้ได้แม้กระทั้งเสียงคลอกระซิบระหว่างทิวไม้ปลิวกับสายลมสนทนาต่อกัน
ไม่นานนักเปลือกตาทั้งสองเพียงคล้อยหลับลง… สายลมอาบไล้ใบหูชายชรา
เซียวเล้งบรรลุถึงผาหินศิลาแล้วลมไหววูบเมื่อนางทิ้งตัวลง หากแต่ดรุณีน้อยนางนี้ไฉนกระทำเฉกเช่นชายชราได้ เพียงเท้าแตะพื้นดินเบื้องหน้าศาลา เหม่อมองโดยรอบคล้ายค้นหาผู้คน กลับพบเจอชายชราผู้หนึ่งนั่งอิงเสา กริยานั่นสงบเงียบงัน ผู้คนพบเห็นกลับมองผ่าน หาเป็นที่สนใจไม่ นั่นเป็นหนึ่งในกระบวนท่างำประกาย นางเห็นดังนั้นสาวเท้าเดินวนรอบบริเวณ พบเห็นร่องรอยการต่อสู้ เศษใบไม้บิดเบี้ยวผิดรูป คล้ายเกิดการปะทะกันของพลังลมปราณกล้าแกร่งสองสาย มือหนึ่งหยิบเศษใบไม้ขึ้นมาพินิจมองอย่างละเอียด เสมองไปทางศาลา
“ชายชราท่านนี้หลับไหลสบายอารมณ์ยิ่งนัก คาดว่าแม้ฟ้าถล่มลงมายังคงหลับลงอยู่เช่นนั้น” นางเอ่ยเสียงเบาบางคล้ายเกรงใจผู้คนอยู่บ้าง เสียงแตกปริของถ่านแดงดังปุแปะ แสงสว่างจากเปลวไฟวูบวาบ จะงอยปากของกาน้ำพ้นไอน้ำฟู่ๆ ศาลาไม้คร่ำครึคล้ายมีลมหายใจตามเงาไหวของไฟฟอน
“ท่านผู้อาวุโส..” นางย่างเท้าเข้าใกล้ชายชราเอ่ยน้ำเสียงสุกใสกล่าวออกไปคล้ายปลุกผู้คนให้ตื่นจากนิทรา มือหนึ่งแตะไหล่ชายชราแผ่วเบา
“ท่านผู้อาวุโส..” เอ่ยซ้ำอีกครา ชายชราครางเสียงอือในลำคอ เพียงแย้มเปลือกตาเล็กน้อยประกายอันเกิดขึ้นในดวงตาสร้างความประหลาดใจแก่เซียวเล้งยิ่ง นางมิเคยเห็นชายชราที่มีแววตาเช่นเด็กน้อยมาก่อน ยามนี้เบื้องหน้านางคล้ายเพราะเจอเด็กน้อยที่อาศัยอยู่ในร่างชายชรา ดูไปแล้วอดชื่นชมจนต้องอมยิ้มออกมา
“เด็กน้อยซุกซน เจ้ายิ้มอันใด ” ชายชรากล่าวออกมาทั่งยังคงอยู่ในท่าหลับไหลเช่นเดิม
“น้ำในกาท่านผุดเดือดนานแล้วเกรงว่าหากปล่อยไว้.. อย่างน้อยท่านต้องต้มน้ำใหม่ อย่างมากท่านต้องซื้อหากาน้ำใหม่” นางตอบด้วยน้ำเสียงยิ้มแย้ม กับชายชราตรงหน้านางคล้ายสัมผัสความอบอุ่นพิเศษ นางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าไฉนจึงรู้สึกเช่นนั้นได้เมื่ออยู่เบื้องหน้าชายชราผู้นี้
“ท่านผู้อาวุโสคิดชงชาจึงตั้งน้ำร้อนไว้.. เด็กน้อยซุกซนช่วยท่านผู้อาวุโสชงชาเสียสักกาเป็นไร” เอ่ยไปมือหนึ่งของนางหยิบกาน้ำร้อนออกจากเตาไฟ เหลียวมองไปรอบๆค่อยถามขึ้นว่า
“ปานดินเล่าท่าน”
“เจ้าเอ่ยถึงอันใด?”
“ท่านชงชาไม่มีปานดินเผาหรอกหรือ”
“จำเป็นงั้นหรือ?” ชายชราหยิบกลักไม้ใส่ใบชายื่นให้ สีหน้านางประหลาดใจเล็กน้อย วูบหนึ่งคล้ายสำนึกได้จึงร้องอ่อ ยื่นมือรับกลักไม้นั้นมา
“อาจบางทีไม่จำเป็น” นางกล่าวเสียงราบเรียบขณะที่บรรจงเจียดใบชาลงกาน้ำร้อน ใบชาแห้งต้องผิวน้ำสีของน้ำเริ่มเปลี่ยนไป
“อืมม…” ชายชราส่งเสียงอืมหนึ่งหนค่อยขยับเคลื่อนไหว เสียงกึกคล้ายโลหะร่วงหล่น เซียวเล้งชายตามองต้นเสียงกลับพบเห็นกระบี่ดำทมึนกลิ้งตกจากศาลา เสียงกึกๆ ดังเป็นระยะ เสียงนั้นค่อยๆหรี่หายไปตามความลึกของช่องผา ในห้วงความคิดนางลอบอุทานถึงกระบี่ธาตุมาร หากแต่คล้ายมีพลังลึกลับบางอย่างขีดขวางลำคอนางไว้ ทำให้ไม่อาจเอ่ยความคิดนั้นออกมา
“สิ่งของท่านหล่นลงไป .. ท่านไม่คิดเก็บขึ้นมาหรอกหรือ” เป็นนางเอ่ยขึ้นลอยๆมิได้หมายคำตอบกลับมา
“เด็กน้อยอย่าห่วง สิ่งของเมื่อเป็นของเราย่อมเป็นของเรา”
“ท่านไม่ร้อนใจบ้างหรือ หากมีของรักที่ต้องจากหาย”
“ไม่มีสิ่งใดเคียงคู่ยั่งยืนเท่าจิตใจที่มีต่อกัน บางคราจำต้องจากกันด้วยเหตุจำเป็น”
เซียวเล้งเพียงมองออกไปเบื้องนอก ดวงดาวพราวฟ้างดงามนักยามฝนซา เมฆหมอกคล้ายล้มหายตายจากโลกหล้า นางถอนหายใจหนึ่งหน มือหนึ่งยกกาน้ำรินของเหลวภายในลงถ้วยชาใบเล็ก ริมฝีปากเอ่ยวาจาขึ้นประโยคหนึ่ง
“เด็กน้อยครุ่นคิดแทบตายไม่เข้าใจ ไฉนท่านผู้อาวุโสเพียงผู้เดียวกลับใช้ถ้วยชามสองสามใบ” น้ำชาเต็มจอกใบน้อย นางหันเหกาน้ำสู่ถ้วยชาอีกหนึ่งจอก ค่อยเอ่ยสืบต่อ
“หรือเป็นท่านเพิ่งรับแขกผ่านทางไป” สิ้นคำนาง น้ำชากลับรินเต็มจอกพอดิบพอดี นางค่อยๆประคองจอกชายื่นออกเบื้องหน้า คิดส่งให้ชายชรา วูบหนึ่งนางเหลือบเห็นกระบี่ดำทมึนเมื่อครู่ เอนอิงอยู่ข้างเสาศาลาสงบนิ่งไร้เรื่องราว นางลอบอุทานในใจ ว่าประหลาดยิ่งนัก หรือเป็นนางเลอะเลือนชั่ววูบจึงเห็นภาพหลอนเหล่านั้น
ชายชรายื่นมือออกรับถ้วยชาที่บรรจุของเหลวกรุ่นหอม ในดวงตามีประกายลี้ลับซุกซ้อนอยู่ จากนั้นหันใบหน้าออกนอกศาลาเหม่อมองเม็ดแสงดาดาวเบื้องนอก จิบชาร้อนเล็กน้อย พ้นลมหายใจออกมาเป็นมวลไอร้อน กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เด็กน้อย เด็กน้อยซุกซน เมื่อครู่เป็นผู้อาวุโสบอกเจ้าไปแล้วกระมัง” หยุดจิบชาร้อนอีกหนจนหมดถ้วย
“อันสิ่งใดในโลกหล้า ล้วนแล้วมีคู่เมื่อมีเป็นคู่ไม่ว่าอย่างไรเสียย่อมต้องพบเจอกันจนได้”
เซียวเล้งเหม่อมองท้องฟ้าถ้วยชาใบเล็กในมือคล้ายไม่อาจประคองไว้ได้ กล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เมื่อใดเล่าท่านผู้อาวุโส .. เมื่อใดจึงเป็นเวลาเช่นนั้น”
ชายชรานิ่งเงียบเนิ่นนาน เพียงปล่อยให้สายลมโชยพัดชายเสื้อไหว เสียงเสียดสีของใบหญ้ารอบด้านบ่งบอกการมาของสายลม แลบ่งบอกการจากไปของสายลม ราตรีอันงดงามคล้ายอ้างว้างขึ้นมาในทันที
ดวงดาวพร่าพรมเต็มท้องฟ้า อวดแสงระยิบแข่งกัน บัดนี้คล้ายมีอยู่หนึ่งดวง โรยร่วงลงหลังมือดรุณีน้อย แต้มดาวที่หลังมือนาง เมื่อแรกอบอุ่น ผ่านไปชั่วครู่จึงเย็นเยียบ เป็นนางผู้เดียวที่รับรู้ความเยียบเย็นชนิดนี้
(จบตอน “มารเฒ่า”)

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
ตอน(๗):เซียนกระบี่ฟ้าทารกราตรี

ฝนซาฟ้า ดวงดาวเบื้องบนพลันกระจ่างยิ่งกว่าเดิม
เป้ยซ่งเหม่อมองพ้นด้านเนิ่นหญ้าเบื้องหน้า ทางหนึ่งทอดถอนใจระบายลมหายใจออกยึดยาว ครุ่นคิดเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมด ทุกอย่างรายรอบล้วนแล้วสงบนิ่ง รับฟังได้เพียงเสียงลมหายใจผู้คน รับฟังได้เพียงเสียงกรีดร้องของเหล่าแมลงหลังฝน
เชาเส่ยยามนี้สงบนิ่ง ยิ่งคล้ายหุ่นเชิดตุ๊กตาไม้ไปทุกที ทุกคนภายใต้ไม้ใหญ่คล้ายเป็นบางสิ่งที่ไร้ชีวิต แม้คิดเคลื่อนไหว แต่มิอาจเคลื่อนไหว
เล่าเติ่งยังคงหลับไหล สีหน้าผ่อนคลายไร้ริ้วรอยกังวลบนใบหน้า มารเฒ่าตนนี้ใช่หลับไหลอยู่เช่นนั้นหรือ ความสงสัยภายในจิตใจชองเป้ยซ่งยังคงวิ่งไม่หยุด อากาศภายนอกเริ่มเย็นขึ้นทุกขณะ เชาเส่ยเงียบงันไม่พูดจาอีกเลยหลังจากทราบเรื่องเซียวเล้ง มันคล้ายโดนบางสิ่งบางอย่างทำให้มันสงบลง สงบราบเรียบจนไม่น่าไว้วางใจ ภายในจิตใจของมันยามนี้กลับร้อนดังเพลิงเผา ชั่วครู่เดียวนั้นเอง แสงเรืองเหลืงอ่อนพลันปรากฏเบื้องหน้าเป้ยซ่งแต่ไกล
ดวงไฟเรืองริ่วลอยมาแต่ไกล เป็นเป็นแสงไฟจากดวงโคมดวงเล็ก จากดวงเล็กค่อยสว่างใกล้เข้ามาทุกขณะ เสียงสวบสาบเมื่อเล่าเติ่งพลิกร่างงุ้มตัวงอคล้ายทั้งร่างแข็งทื่อ เป็นดังศิลาหินก้อนหนึ่ง จากนั้นจึงกลายเป็นหินศิลาจริงๆ เป้ยซ่งผงะอยู่กับที่ วิชามารนี้มันเองกลับเพิ่งเคยพบเจอ เหตุแปรเปลี่ยนเบื้องหน้าคล้ายอยู่ในห้วงความฝัน
“ทารกราตรีมาเยือนแล้ว หากคิดหลบหนีสมควรรีบเร่ง”
เสียงกระซิบลอยแผ่วเบาออกมาจากก้อนหินเบื้องหน้า ย่อมเป็นหินศิลาที่แปลงกายจากเล่าเติ่ง
“ทารกราตรี”เป้ยซ่งทวนคำแผวเบา เพียงได้ยินชื่อคนผู้นี้ เป้ยซ่งพลันหันหน้ากลับไปทางโคมน้อยสีเหลืองทันที มันแม้ไม่อาจมองเห็นได้เด่นชัด หากแต่ด้วยสายตาเล่าเติ่งไหนเลยผิดเพี้ยนได้ หากผู้ที่มาเป็นทารกราตรีจริงมันสมควรทำเช่นไร ขนาดเล่าเติ่งประมุขพรรค์มารยังคิดปลอมแปลงเป็นก้อนหิน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วย่อมแสดงว่าความเป็นมาของทารกราตรีที่ผู้คนล้วนกล่าวขานนับว่ามิได้กล่าวกันเลื่อนลอย
ทารกราตรีนับเป็นตัวประหลาดในยุทธภพ ความเป็นมาของมันนั้นลี้ลับ ชาวยุทธต่างรับรู้เรื่องเดียวว่า บุคคลเช่นมันไม่สมควรต่อแย ยิ่งไม่สมควรยุ่งเกี่ยวเรื่องราวกับมันเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าเรื่องดีหรือเรื่องร้าย ข้อมูลอ้างถึงว่ามันเป็นศิษย์สำนักกระบี่ฟ้าคำรณนั้นยังไม่อาจยอมรับได้ แต่ด้วยความน่ากลัวของมันผู้คนก็ไม่อาจปฏิเสธ ค่ายกระบี่ฟ้านี้คล้ายเป็นตำนานสำนักลึกลับไม่แพ้ชาวยุทธจากนครเสียดฟ้าและนครเบื้องล่าง เป็นความลี้ลับที่มีรสชาติประหลาด แม้อยากลิ้มลองแต่มิอาจกระทำ
ดวงโคมกลับลอยเข้ามาใกล้ทุกขณะ เป้ยซ่งแม้คิดหลบหนีกลับมิทันการณ์แล้ว
ร่างผู้คนเมื่อปรากฏ แสงเรืองของดวงโคมสาดไล้ใบหน้า วงหน้าของคนผู้นี้ทรงไข่ ผิวกายไม่ขาวผ่องออกเกรียมแดดดูเคร่งขรึมลึกลับ เส้นผมปล่อยยาวไม่มัดรวบ อาภรณ์ที่สวมใส่กลับธรรมดาสามัญยิ่ง เป็นคล้ายชุดชาวบ้านธรรมดาเสียมากกว่า แม้แต่รองเท้าก็หามีไม่ มือข้างหนึ่งว่างเปล่า อีกมือหนึ่งยกโคมไฟสีเหลืองระดับเดียวกับใบหน้าเป้ยซ่ง มือข้างเดียวกันคล้ายผูกกระดิ่งใบเล็กอยู่ขณะเคลื่อนไหวบังเกิดเสียงกรุงกริงเล็กน้อย จากนั้นเสียงแผ่วเบาเป็นคำพูดอันออกมาจากผู้มาเยือน
“ท่านพี่ท่านนี้ เป็นท่านพี่ท่านนี้รึเปล่า?” เสียงที่เปล่งออกมาแหบลึกหากแต่แฝงไปด้วยลมปราณลึกล้ำ เป้ยซ่งเห็นแน่ชัดแล้วว่าเป็นมันแน่ๆ มันผู้นี่ย่อมเป็นทารกราตรีไม่ผิดเพี้ยน ทารกราตรีเพ่งมองเป้ยซ่งอย่างสนใจ ไม่ทราบได้ว่าภายใจจิตใจมันยามนี้คิดเรื่องราวใดอยู่
“เป็นท่านแน่ๆ ท่านเพียงคนเดียว”
วาจาที่เอ่ยออกมานั้นน้ำเสียงคล้ายดีใจจนลิงโลด ดูไปทารกราตรีกลับคล้ายคนสติไม่ครบถ้วนเสียมากกว่า ร่างกายเต็มหนุ่มนั้นกลับตรงกันข้ามกับท่าทีที่มันแสดงออกมา เป้ยซ่งได้แต่เงียบงันเพียงสงบนิ่งรอดูท่าทีของมัน ว่าสืบเนื่องต่อไปเบื้องหน้ายังมีเรื่องราวอันใดให้มันประหลาดใจอีก มันคล้ายชาชินกับเรื่องราวเหนือความคาดหมายเสียแล้ว
ขณะเดียวกันนั้นมือหนึ่งของมันกลับยื่นออกมาคว้าเอาแขนเสื้อของเป้ยซ่งไป มันดึงแกว่งไปมาคล้ายเด็กน้อย เด็กน้อยที่ชักชวนให้สนใจเรื่องราว เด็กน้อยที่ชักชวนให้สนใจในตัวของมันเอง เป้ยซ่งมองตามมันเพียงหวังว่ามันยังเป็นเด็กน้อยแสนดีที่ขี้เล่นเท่านั้น เพียงเท่านั้นที่มันต้องการตอนนี้
ขณะนั้นเป้ยซ่งเพียงเหลือบมองโคมไฟสีเหลืองอย่างพิจารณา “ไฮ้!!!” มันลอบอุทานในใจ คล้ายอ่านเรื่องราวที่มาที่ไปทั้งหมดอย่างกระจ่างใจ ดวงโคม ทารกราตรี เหล่านี้ล้วนมีความหมายสิ้น ความระแวดระวังพลันหายไปสิ้น ใบหน้ามันปรากฏรอยยิ้มทันที
“เป็นท่านพี่จริงๆ … “มันกล่าวทวนคำแล้วคำเล่าคล้ายกับว่าคำๆนี้มีความหมายกับมันยิ่งนัก “ตาแก่หัวขาวนั้นมิได้โกหกข้าพเจ้า” มันแย้มยิ้มหน้าบานถึงที่สุด เป้ยซ่งยิ่งมั่นใจขึ้น บุคคลที่สามที่มันเอ่ยย่อมเป็นคนที่มันรู้จัก
“ท่านผู้อาวุโสท่านนั้นบอกอันใดแก่ท่านงั้นรึ” เป็นครั้งแรกที่มันกล่าววาจากับผู้มาเยือน
ทารกราตรียิ้มแย้มออกมา มันแย้มยิ้มง่ายดายยิ่ง ง่ายดายดังคล้ายว่ากระทำเป็นประจำ ประจำจนเป็นเรื่องปกติมิได้ปั้นแต่งรอยยิ้มแต่อย่างใด
“ท่านผู้อาวุโสหัวขาวนั้นกล่าวว่า หากท่านพี่พบเห็นดวงโคมนี้แล้วท่านต้องแย้มยิ้ม ” มันกล่าวไปทั้งหัวเราะคิกคักอยู่ตลอดเวลา เป็นเสียงหัวเราะที่มีความสุขยิ่ง ตอนนี้เป้ยซ่งคล้ายลืมเลือนไปแล้วว่ามันเป็นตัวอันตรายของยุทธภพ เป็นตัวอันตรายที่ผู้คนไม่อยากต่อแย เพียงพยักหน้าเป็นคำตอบแก่ทารกราตรี
ทารกราตรีอยู่ดีๆกลับนิ่งเงียบ เสียงหัวเราะขาดหาย รอยยิ้มกลับปรากฏที่แววตา มันก้าวเดินออกช้าๆ เริ่มออกห่างจากเป้ยซ่งไปทุกขณะ เมื่อได้ระยะหนึ่งจึงหยุดนิ่ง พลางกล่าวต่อไปว่า
“ท่านผู้อาวุโท่านนั้นบอกว่า เพียงเราเดินห่างจากพี่ชายสี่ก้าว ท่านพี่จะเล่นอะไรสนุกๆให้เราได้ชม” กล่าวจบมันยื่นมือที่ถือโคมไฟออกเบื้องหน้า
โคมไฟห่างจากเป้ยซ่งเพียงสองก้าวเท่านั้น แววตามันตอนนี้เป็นเช่นเดียวกับจิ้งจอกน้อยกลางราตรีอันพราวดาว มันถอนเท้าข้างหนึ่ง ไปด้านหลัง มือหนึ่งกระชับปลอกกระบี่ที่อยู่ข้างเอว เสียงคึกแน่นและลึกเป็นเสียงสุดท้ายก่อนที่กระบี่ข้างในจะแล่นออกมารับรสมวลอากาศเบื้องนอก
ประกายกระบี่สั้นของมันวูบวาบในความมืดมีเพียงเสียงไหวของสายลมรายรอบ ปลายกระบี่ค่อยๆสลักลงเนื้อกระดาษเกิดเป็นลวดลายทีละน้อย ดวงโคมสีเหลืองธรรมดาสามัญพลันกลับกลายเป็นมังกรท่องทะยานออกสู่มวลเมฆา เนื้อกระดาษย่อมบางอ่อนนิ้มแต่กระบี่นี้กลับสามารถสลักตัวเองผ่านเนื้อกระดาา จนสร้างลวดลายได้ เพลงกระบี่เช่นนี้หากใช้ต่อสู้สมควรพลิกแพลงได้หลากหลาย ยามใช้เพื่อการละเล่นกลับหน้าชมดูไม่แพ้กัน

ทารกราตรีพบเห็นเรื่องราวเบื้องหน้าดวงตาเกิดประกาย มันคล้ายสนุกสนานยิ่ง เป้ยซ่งยิ่งยินดี นี่ย่อมเพราะว่าการละเล่นเช่นนี้จึงมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ทราบว่ามันสามารถกระทำ ผู้หนึ่งเป็นครุทางวิญญาณที่มันเทิดทูนอีกผู้หนึ่งกลับเป็นหญิงที่มันรักสุดหัวใจ “เซียวเล้ง” นางเป็นเช่นไรแล้ว คิดถึงตอนนี้มันพลันถอนกระบี่ออก กระบี่คืนฝักอย่างรวดเร็วสงบนิ่งอยู่ภายในคล้ายเด็กน้อยหลับไหล
ดวงโคมกระดาษตอนนี้คล้ายเปล่งแสงผิดจากเดิมมองไปคล้ายลายมังกรเหินล่อนท่ามกลางมวลเมฆา ดั่งคล้ายมีชีวิตก็มิปาน ทารกราตรีเห็นดังนั้นถึงดีดตัวเหิ่นขึ้นฟ้า ท่าร่างมันคล้ายมังกรท่องเท้าในอากาศธาตุ เป้ยซ่งชมดูจนแววตาเลื่อนลอย ดังพบเห็นเซียนเหินอยู่เบื้องหน้า มินานจึงได้ยินเสียงทารกราตรีคำรามก้อง คลื่อนเสียงกังวาลไปไกล
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม” มันกล่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายหน มือข้างที่คือโคมกวัดแกว่งไปมา มองไปคล้ายเด็กเล่นซุกซน คล้ายทารกเพิ่งพบเจอของเล่นชิ้นงาม หากแต่ทารกที่ว่ากลับเป็นเซียนกระบี่ เป็นเซียนกระบี่ฟ้าในร่างทารกราตรี
ครู่หนึ่งทารกราตรีพลันเหินร่างลงเบื้องหน้าเป้ยซ่งอีกหน มันคล้ายนึกเรื่องราวบางเรื่องออก ปากเอ่ยวาจารวดเร็วจนแทบไม่เป็นภาษา “มาๆๆ… ข้าพเจ้าลองเล่นบ้าง ข้า..ข้าพเจ้าลองเล่นอย่างพี่ชายบ้างเป็นไร” ขณะกล่าววาจามันกลับซัดดวงโคมที่อยู่ในมือออก ดวงโคมตอนนี้อยู่ในมือของเป้ยซ่ง มันรับไว้อย่างนุ่นนวล เพียงรอดูการเคลื่อนไหวของทารกราตรีอย่างสงบ
ขณะเดียวกันนั้นพลันบังเกิดแสงวาบเบื้องหน้าเป้ยซ่ง ดวงโคมมังกรที่เคยส่องสว่างอยู่แล้ว พลันส่องสว่างยิ่งขึ้นไปอีก ตอนนี้ที่ถือกลับมิคล้ายโคมไฟแต่กลับเป็นดวงไฟ ดวงไฟอันสว่างยิ่ง เป้ยซ่งหรี่ตาด้วยเพราะแสงนั้นเจิดจ้าขึ้นรวดเร็วเกินไป ชั่วครู่เมื่อดวงตามันเริ่มปรับเข้าหาภาพเบื้องหน้าได้ ร่างกายของพลันแข็งทือตลอดทั้งร่าง คล้ายโดนกระบี่น้ำแข็งนับพันนับล้านเล่มปักตรึง
ดวงโคมลวดลายมังกรที่กำลังท่องทะยานในม่านเมฆ บัดนี้กลับกลายเป็นมังกรตัวเดิมที่เหินล่อนลงสู่มหานทีอันบ้าคลั่ง เกลียวคลื่นโถมกระหน่ำยุ่งเหยิง เป็นลวดลายอันละเอียดยิบ เพียงวาบเดียวเพียงชั่วเสี้ยวหนึ่งกระพริบตา ทารกราตรีกระทำเรื่องราวเหนือผู้คนเข้าแล้ว หากนี้เป็นความฝันมันเองไม่อาจแยกแยะได้ว่าเป็นฝันร้ายหรือฝันดีกันแน่
เสียง”ติง”ปลุกมันให้ออกจากห้วงความฝัน เป็นเสียงของกระบี่ลั่นลงฝัก เป็นกระบี่ของมันเอง ที่ทารกราตรีใช้ออกกลับเป็นกระบี่ของมันเอง ดูไปเหมือนกับว่ากระบี่ของมันกลับเชื่อฟังผู้อื่นแล้ว นึกถึงตอนนี้กลับระบายลมหายใจออก กล่าวอย่างเชื่องช้า
“เพลงกระบี่อันเยี่ยมยอด” กล่าวจบมันคล้ายทำท่าคารวะผู้คน เป็นมันนับถือในฝีมือผู้คนจริงๆ
ทารกราตรีพลันเงียบงัน คล้ายกับว่ารับฟังสิ่งแสลงหู ใบหน้ามันบิดเบี้ยวคล้ายคิดอาเจียนบางสิ่งออกมา ชี้นิ้วออกไปที่กระบี่ที่อยู่ข้างเอวเป้ยซ่ง
“ท่านเรียกสิ่งนี้ว่ากระบี่???”
เป้ยซ่งงงงันชั่ววูบ หรือทารกตนนี้สติเลอะเลือนไปแล้ว

“ย่อมเป็นกระบี่ .. หรือท่านเห็นเป็นสิ่งใด??” มันคล้ายสงสัยยิ่ง ทารกราตรีหยีหน้า ออกท่าทางดูมันสะอิดสะเอียนยิ่งนัก มือที่จับกระบี่เมื่อครู่ถูกเข้ากับลำตัว คล้ายกับว่าเพิ่งได้จับต้องอาจม
“นี่กลับเล่นไม่ได้ นี่เป็นกระบี่ กระบี่นี้กลับเล่นไม่ได้ ไม่อาจเล่นได้” มันกล่าววนเวียนวกวนน้ำเสียงยิ่งกังวานหนักแน่นขึ้น ชั่วพริบตากระบี่ของเป้ยซ่งแล่นออกจากฝักไม่ทราบว่าเป็นกระบวนท่าวิชาอันใดจึงสามารถใช้สอยกระบี่ผู้คนง่ายดายปานนี้ราวกับเป็นเทพสถิตของศาสตรา
เป็นทารกราตรีอาศัยสภาวะลมปราณอ่อนควบคุมมวลอากาศรายรอบ กระบี่เมื่อแล่นออกพลันฟาดใส่ก้อนหินเบื้องหน้า คมกระบี่หักสะบั้นไม่เป็นชิ้นคล้ายมลายแหลกเหลวไปกับอากาศธาตุคงเหลือเพียงด้ามจับของกระบี่ ก้อนหินที่โดนฟาดใส่พลันแตกกระจายไม่เป็นรูปร่าง
เป้ยซ่งพลันคิดได้ว่า “ไฮ่!!.. นั่นเป็นหินเล่าเติ่ง” บรรยากาศอันสงบเมื่อครู่พลันสับสนคลุ้มคลั่ง ทารกราตรีกลับกลายเป็นคนเสียสติแล้ว ใบหน้ามันเมื่อมองไปที่ด้ามกระบี่ที่ไร้คมกระบี่ยิ่งปรากฏความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด
“กระบี่หักแล้ว เด็กน้อยผิดไปแล้ว กระบี่หักแล้ว มารดาอย่าใจร้าย มารดา..”
เสียงคำรามของมันสะท้านไปทั่วบริเวณอากาศรายรอบถูกกดดันด้วยพลังปราณที่ถ่ายทอดออกมา เป้ยซ่งอาศัยก้อนหินที่ฝังกับพื้นดินยันร่างให้มั่น ฝ่ามือทั้งสองข้างยามนี้ยกมาปิดหูทั้งสองข้าง คราครั้งนี้มันทราบแล้วว่า ที่น่ากลัวที่สุดของทารกราตรีมิใช่ฝีมือแต่กลับเป็นความคลุ้มคลั่งของมัน
“มารดา .. มารดาอย่าทำร้ายลูก ลูกไม่กล้าทำลายกระบี่แล้ว ลูกไม่กล้าแล้ว”
น้ำเสียงมันสั่นเครือ ใบไม้ที่โปรยปรายลงสู่เบื้องล่างด้วยเพราะความปั่นป่วนของมวลอากาศ คล้ายฉีกขาดไปพร้อมกัน เป้ยซ่งแม้ปิดหูทั้งสองข้างยังสามารถได้ยินเสียงร้องเหล่านั้น เป้ยซ่งรับฟังแล้วพลันสะท้อนใจ คนผู้นี่กลับมีภูมิหลังอันน่าเศร้า
น้ำตาอาบใบหน้าทารกตรีเมื่อใดไม่ทราบได้ มันคล้ายเด็กน้อยโดนทำโทษก็ไม่ปาน เรื่องราวความทุกข์ของมันเช่นนี้จึงมีผู้ได้เคยพบเจออย่างมันบ้าง มันพลันเตะเท้าทะยานร่างออกจากสถานที่นั้นโดยพลัน ขณะเดียวกันนั้นคร่ำครวญถึงมารดามันตลอดเวลา มารดามันเป็นบุคคลเช่นไร ไฉนจึงบ่มเพาะเรื่องราวเช่นนี้แก่มัน

เสียงของมันค่อยๆเลือนหาย แสงไฟจากดวงโคมก็เช่นเดียวกัน ทารกราตรีจากไปแล้ว เป้ยซ่งเหม่อมองไปยังทิศที่ผู้คนเลือนหาย มันก้มมองดูเศษหินที่แตกกระจายเบื้องหน้า
“เล่าเติ่ง.. นี่เป็นท่านจริงๆ หรือเป็นท่านหลบหนีไปแต่แรกแล้ว” มันกล่าวพร้อมระบายลมหายใจออก คล้ายว่าเก็บเรื่องราวบีบคั้นมากมายไว้ภายใน วันนี้นับเป็นวันแปลกประหลาดพิสดาร เรื่องราวครานี้บอกเล่าให้ผู้คนฟังยังมีใครยินยอมเชื่อถือ มันเพียงระบายลมหายใจออกอีกรอบหันหลังกลับไปทางเชาเส่ย
ร่างนั่นยังนั่งนิ่งสงบเงียบไม่เคลื่อนไหว…

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
ตอนที่ ๘ : มังกรเมฆา

สายลมอ่อนโยนพัดเข้าห่มคลุมพื้นที่อีกครา เป้ยซ่งนั่งนิ่งเงียบงัน มันกำลังครุ่นิดเรื่องราวบางประการ สีหน้ามันหักอึ้ง คล้ายเป็นเรื่องราวที่มิอาจผ่านพ้นไปได้
สายลมพัดผ่านแผ่นหลังมันอีกครา คราครั้งนี้มันกลับรู้สึกได้ถึงการมาของผู้คน

ร่างเงาอันลี้ลับเบื้องหลังกลับเป็นชายสูงอายุมองไปคะเนตามรูปกาย เป็นชายวัยเลยกลางคนมาพอสมควร แต่หากจะเรียกว่าล่วงเข้าวัยชราแล้วนั้นกลับไม่อาจเรียกได้เต็มปาก มันเป็นคนร่างกายสูงใหญ่
แผงอกตลอดลำตัวหนาใหญ่เป็นทรงกระบอก ยิ่งดูยิ่งคล้ายนักรบโบราณ เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ ไร้เส้นสีดำแม้แต่เส้นเดียว ประกอบกับผิวกายอันขาวผ่องไม่ถึงกับซีดเผือก
การแต่งกายล้วนแล้วเป็นแพรพรรณสีขาวตลอดทั้งร่าง มีเพียงแต่แววตาของมันเท่านั้นที่ดำดั่งคล้ายโลหะนิล เคร่งขรึมสงบราบเรียบ เย็นชาอันเป็นลักษณะจำเพาะของชนชาวเทวะ ไร้ท่าที่อันได้ เป็นท่าทีของคนที่ผ่านสนามรบมามากมาย ตลอดทั้งร่างไม่แกร่งกร้าวแข็งขืนกับธรรมชาติรายรอบ คนผู้นี้ย่อมเป็นผู้อาวุโสหัวขาว คนผู้นี้ย่อมเป็นผู้มอบโคมมังกรให้กับทารกราตรีเซียนกระบี่ฟ้า ย่อมเป็นมังกรเมฆา จ้าวสำนักมังกรฟ้าคนปัจจุบัน
เป้ยซ้งหมุนร่างกลับเข้าหาคนเบื้องหลัง ขณะเดียวกันทรุดกายลงคุกเข่าเบื้องหน้า “ท่านประมุข” มันกล่าวพร้อมแสดงพิธีการคารวะ
“เจ้าสบายดี” มังกรเมฆากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ศิษย์สบายแล้ว ขอบพระคุณที่ท่านประมุขเมตตายื่นมือช่วยเหลือ หมื่นชีวิตพันชีวิตไม่เพียงพอชดใช้” มันกล่าวพร้อมโน้มศีรษะแนบถึงพื้นเป็นการทำความเคารพขั้นสูงสุด
“เชาเส่ยเล่า .. มันเป็นอย่างไรแล้ว ” มังกรเมฆาเพียงเหลียวมองร่างที่สงบนิ่งไม่ขยับเคลื่อนไหว ของศิษย์น้องของมัน
“มันถูกฝ่ามืออสูรของเล่าเติ่ง ศิษย์ด้อยความสามารถ ได้แต่นั่งดูมันเช่นนั้น” มันกล่าวทั้งๆที่ใบหน้าเสมอพื้นดิน เสียงของมันสั่นเครือ
“เจ้าคิดโทษตัวเอง ความจริงสมควรโทษว่าเจ้าโชคร้ายไป” มันหยุดกล่าวในทางหนึ่งเดินไปถึงเบื้องหน้าร่างของเชาเส่ยแล้ว เพียงค่อยๆทรุดกายลงเบื้องหน้า เชาเส่ย มือหนึ่งยกขึ้นทาบไปที่หน้าอกเสื้อของมัน สีหน้าพลันหดหู่ขึ้นทันที
“ลมปราณอสูรทำลายกำลังภายในเทวะของมันหมดสิ้นแล้ว” มังกรเมฆาเพียงกล่าวเชื่องช้า น้ำเสียงนั้นแฝงความอบอุ่นในที “ตอนนี้ในร่างมันกลับมีลมปราณของอสูรวิ่งวนไม่รู้จบ… ตอนนี้มันเป็นมารเต็มตัวแล้ว “

ใบหน้าของเป้ยซ่งเย็นวาบ วาจาที่คิดกล่าวกลับกลืนลงลำคอไม่คิดกล่าวอันใดต่อไป มังกรเมฆาเพียงเหลือบมองเป้ยซ่งผู้เป็นศิษย์ มันเองก็มีเรื่องคิดกล่าวแต่ไม่อาจกล่าวออกมายามนี้เช่นกัน คนผู้หนึ่งเมื่อเรียนรู้ลมปราณเทวะมาตั้งแต่แรกเล็กจนเติบใหญ่ ถึงเวลาหนึ่งกลับถูกฝ่ามืออสูร ชั่วข้ามวันทั้งร่างกลับกลายเป็นชนชั้นมาร เป็นอสูรซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามฝ่ายเทวะ เรื่องราวเช่นนี้เป็นเรื่องโศกเศร้าเกินไปเลวร้ายเกินไป
มารเฒ่าเล่าเติ่งใช้วิชาอันชั่วช้า มันแม้ไม่ทำลายชีวิตในปารมิตาหากแต่การกระทำของมันกลับทำให้ผู้คนไม่อาจคิดอยากมีชีวิต มันทำลายเชาเส่ยหนึ่งชีวิตกลับสามารถทำลายเป้ยซ่งอีกครึ่งชีวิตโดยมีต้องเปลืองแรง เป็นความเลวร้ายอย่างที่สุด
“ศิษย์ไม่เอาไหน ศิษย์ทำลายศิษย์น้องตัวเอง” มันกล่าวพร้อมกระแทกศีรษะลงพื้นหินเบื้องหน้า ใบหน้ามันสมควรมีโลหิตอาบทั่วแล้ว แต่แล้วมันเองก็ไม่อาจกระทำได้ มังกรเมฆาอาศัยพลังดรรชนีอันล้ำลึกดีดออกใส่ศิษย์ของมัน ด้วยเพราะมันอยู่ห่างจนเกินไป เป้ยซ่งกลับชาไปตลอดทั้งร่าง ไม่อาจเคลื่อนไหวแม้เพียงขยับนิ้วมือก็มิอาจกระทำ
มังกรเมฆาผละจากเชาเส่ย มันเดินมาถึงเบื้องหน้าของเป้ยส่งอีกครา สีหน้ามันแม้หดหู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่แววตาของมันยังคงสงบนิ่ง
“ผู้คนในโลกหล้าไม่ว่าเป็นเทวะอสูรล้วนแล้วกำเนิดเกิดมาจากมวลเดียวกัน พื้นฐานเดียวกัน ความไม่เอาใหนมิได้ติดตัวมาแต่กำเนิดเจ้าอย่าได้คิดโทษตัวเอง ผู้ไม่เอาใหนที่สุดกลับเป็นเรา เป็นเราไม่อาจสั่งสอนเจ้าให้สามารถรอดพ้นความอ่อนแอได้” เป้ยซ่งเพียงก้มหน้ารับฟังไม่อาจกล่าววาจาออกมาแม้แต่คำเดียว
“เจ้าดูทารกราตรี ต่อให้มันมีฝีมือกระบี่เลิศภพจบแดนแต่มันกลับมีความทุกข์ ความทุกข์ที่มันเก็บไว้เพียงผู้เดียว เมื่อครู่เจ้ามิได้สามารถรอดพ้นมันมาได้ด้วยเพราะพลังสติสมาธิหรอกหรือ เมื่อครู่หากมันเองไม่พลันเสียสติกำแพงสมาธิพังทลายเจ้าใหนเลยยังมีชีวิตรอดถึงตอนนี้ อาจารย์พูดถึงตอนนี้เจ้าคิดดูเถอะ ชัยชนะที่แท้จริงคือสิ่งใด การต่อสู้ที่แท้จริงนั้นใช้สิ่งใดในการต่อสู้”
มันรับฟังวาจาผู้เป็นอาจารย์อย่างตั้งใจยิ่งน้ำเสียงของมังกรเมฆาเย็นเรียบสงบหากแต่กรุ่นความอบอุ่นกลับแฝงอยู่ในประโยคทั้งหมด มันเหลือบมองกระบี่ที่หักทลายด้วยน้ำมือทารกราตรี กระบี่หักแล้ว จิตใจมันยังคงอยู่ ยังอยู่ได้ด้วยเพราะผู้เป็นอาจารย์มันสามารถเยียวยาได้ หากจิตใจผู้คนเป็นกระบี่กลับเป็นคล้ายกระบี่พิเศษพิสดาร
กระบี่ทั่วไปหากแตกหักเกิดบิดเบี้ยวเสียรูปรอย ต่อให้ซ่อมแซมด้วยเซียนศาสตราแห่งเซเครา(หมู่บ้านตีเหล็ก)ก็ไม่อาจทำให้ใช้ได้เป็นเช่นก่อน แต่กระบี่ที่หลอมตีขึ้นจากจิตใจ ต่อให้หักสะบั่นไม่เป็นชิ้น ยังสามารถซ่อมแซมได้ตลอดเวลาหากเจ้าของมันต้องการ ที่พิเศษขึ้นไปอีกคือกระบี่ชนิดนี้กลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก กระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด กระบี่ที่นุ่มนวลที่สุดกลับเป็นจิตใจเรานี่เอง
แต่มันหาทราบไม่ว่าในโลกหล้ายังมีกระบี่ชนิดหนึ่ง เป็นกระบี่ที่หลอมขึ้นจากจิตใจ เป็นกระบี่ที่มีจิตใจ กระบี่โลหิตดำ(กระบี่ธาตุมาร)กระบี่โลหิตขาว(กระบี่จิตเทวะ) กระบี่ทั้งสองไม่ว่าหักสะบั่นจนไม่เหลือรูป เพียงอาศัยจิตใจผู้คนกลับสามารถหลอมใหม่เป็นกระบี่อันแข็งแกร่งดังเดิมไม่ผิดเพี้ยน กระบี่โลหิตดำตอนนี้กลับอยู่กับมารเฒ่าลี้ลับผู้เป็นต้นธารของเพลงกระบี่ไร้โลหิตอันสะท้านยุทธภพยุคแรก ผู้เป็นอาจารย์ของมารขาวอสูรเทวะที่ละทิ้งโลกหล้าลับหายไปกับม่านเมฆา เดินทางมุ่งสู่นครเสียดฟ้าตามคำเชิญของราชันย์กระบี่ฟ้า เพียงเพื่อละเล่นกลหมากจักวาลมันถึงกับละทิ้งเรื่องราวทั้งหมดไว้หนหลัง
จนบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบว่ามารขาวเป็นเช่นไรแล้ว เรื่องราวนั่นผู้คนล้วนไม่ให้ความสนใจล้วนไม่คิดพูดจาเนื่องเพราะผู้คนส่วนใหญ่ยังคงหมุนเวียนอยู่กับความมีในเบื้องล่าง มารขาวจึงมีตัวตนในเรื่องราวของจอมมารอันเลื่องชื่อ เฉกเช่นเดียวกับชื่อเสียงของ อาภรณ์มรกต(จอมโจรชุดเขียว) อันลื่อเลื่องแห่งนครเบื้องล่างที่หาญกล้าต่อกรกับเสาหลักแห่งยุทธภพ ตำนานการประลองกระบี่ระหว่างมันกับกระบี่โบราณยังคงเล่าขานสืบต่อกันถึงเวลานี้
นี่เป็นชื่อเสียงที่พวกมันมิได้สร้างแต่ผู้คนทั้งหลายสร้างให้มันเอง เป้ยซ่งเพียงรู้จักมารขาวในเรื่องราวที่ผู้คนเอ่ยถึงเท่านั้น
เมื่อร่างกายขยับเป้ยซ่งพลันตื่นจากห้วงความคิด เป็นตอนนี้มันถูกอุ้มลอยด้วยสองมือของผู้เป็นอาจารย์ของมัน มันพลันเอ่ยออกด้วยเสียงแผ่วเบา “ท่านประมุขคิดทำอันใด???”มันเพียงเอ่ยวาจาแต่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
“มีเรื่องราวมากมายที่ต้องให้เจ้ารับทราบไว้ เพียงแต่ตอนนี้ไม่อาจอยู่ที่นี่เนิ่นนาน”
เป้ยซ่งงงันในคำกล่าวของอาจารย์มัน “แล้วศิษย์น้องข้าพเจ้าเล่า ท่านคิดทิ้งมันไว้ที่นี่??”
มังกรเมฆาเหม่อมองเบื้องหน้าคล้ายไม่อยากเอ่ยความออกมาแต่แล้วระบายลมหายใจออกหนึ่งหนค่อยกล่าว
“เจ้าย่อมทราบดี การปล่อยมันไว้เช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อมัน” เสียงนั้นราบเรียบ
เป้ยซ่งไม่อาจเอ่ยวาจาต่อได้ เป็นมันทราบเรื่องราวต่อจากนี่จริง เชาเส่ยเมื่อตอนนี้แปรเปลี่ยนเป็นอสูรแล้ว เบื้องหน้าหากกลับไปสู่สำนัก มันกลับยิ่งต้องพบเจอเรื่องราวคล้ายตายทั้งเป็น ด้วยความจริงอาจารย์มันสมควรปลิดชีพมันเดี้ยวนี้เสียด้วยซ้ำ เพียงแต่มิอาจกระทำได้
แต่หากสามารถทำได้เล่า อาจารย์มันยังหักใจฆ่ามันได้เชียวหรือ คิดถึงตอนนี้เป้ยซ่งได้แต่กัดฟันกรอด มังกรเมฆาค่อยๆพาร่างของมันห่างออกไปเรื่อยๆ เป้ยซ่งเพียงเหม่อมองร่างของน้องชายที่เบื้องหลัง ร่างนั้นเพียงค่อยๆเล็กลง
ม่านแสงแห่งทิวากาลค่อยๆคลี่ออก แสงแรกของอรุณสะท้อนน้ำตาเป้ยซ่งเป็นประกาย ในความอบอุ่นของแสงแรก ผู้คนกลับพบเจอเรื่องราวเลวร้าย นี่กลับเป็นโชคชะตาที่ไม่อาจคาดเดา
เป็นโชคชะตาที่น่าเศร้าเรื่องหนึ่ง

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
ตอนที่๙ : กำเนิดใหม่

เมื่ออรุณรุ่ง แสงแดดอ่อนๆทาบผ่านสิ่งต่างๆอย่างนุ่มนวล
คล้ายมารดาโอบกอดบุตร

เชาเส่ยนั่งสงบภายใต้ต้นไม้ต้นเดิม มันเงียบสงบเนิ่นนาน เป็นเพราะมันหลับไหล หรือเป็นเพราะมันไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ ใบหน้าที่ซุกซ้อนภายใต้หน้ากากไม้สีดำขลับนั้นเป็นเช่นไร หามีผู้ใดทราบ ด้วยเพราะมันเป็นบุคคลเช่นนั้น
มันย่อมเป็นคนอีกชนิดหนึ่ง ชนิดที่มิยินยอมให้ผู้คนรับรู้ความรู้สึกของมัน สิ่งต่างๆไม่ว่าเลวร้ายหรือดีล้วนซุกซ้อน ภายใต้หน้ากาก เป็นหน้ากากสีดำ ดำจนไร้ความอารมณ์ความรู้สึก
คนบางประเภทชมชอบที่จะบอกกล่าวเรื่องราวของตนแก่ผู้อื่นมากเกินไป เพียงสามารถทำให้คนอื่นรับรู้ความมีตัวตน ไม่ว่าเรื่องดีเลวล้วนไม่อาจสะกดกลั้น คนบางประเภทพบเจอเรื่องราวปัญหาเล็กน้อยกลับตีค่าความลำบากมากมายมหาศาลเกินจำเป็น พร่ำบอกผู้อื่นถึงความลำบากโอดครวญร่ำไป เพียงเพื่อให้ผู้อื่นได้รับทราบความทุกข์ของมัน นั้นกลับเป็นความสุขอันประหลาดพิสดารชนิดหนึ่ง
เชาเส่ยมิใช่บุคคลเยี่ยงนั้น มันกลับเกลียดบุคคลเช่นนั้นอย่างที่สุด ผู้คนที่เอาแต่พร่ำพลอดความลำบากของตนนั้นช่างน่าสังเวช ผู้คนที่เอาแต่โทษฟ้าดินยิ่งน่าชิงชัง คนพวกนี้มิเคยโทษตัวเอง มิเคยละทิ้งอดีตมองไปเบื้องหน้ามากจนเกินไป จนหารู้ไม่ว่าปัจจุบันขณะของตนนั้นเป็นเช่นไร คนพวกนี้ไม่มีค่าแม้แต่การแลมอง
ดังนั้นยามนี้มันทำได้เพียงสงบ ทบทวนขบคิดเรื่องราวเบื้องหน้า ความเจ็บปวดที่แล้วมาพลันมลายสิ้น มันตอนนี้ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกสงสารตนเอง มันยังคงหายใจได้ ยังคงมีชีวิตสืบต่อ เพียงเท่านี้กลับเพียงพอแล้ว ผู้คนเมื่อแรกถือกำเนิดเกิดมา ก็มีเพียงเท่านี้มิใช่หรือ
เมื่อเกิดมามีเพียงร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงการหายใจที่บันดาลให้ชีวิตแปรเปลี่ยนตลอดเวลา เกิดดับอยู่ร่ำไป ยามนี้ชีวิตของมันก็คล้ายกำเนิดเกิดใหม่อีกครา ต่อจากนี้สืบไป มันเพียงแต่อาศัยเวลาช่วงนี้ครุ่นคิดวิธีใช้สอยชีวิตที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมานี้อย่างไร

สายลมรอบแล้วรอบเล่าพริ้วผ่านร่างมัน

มันสูดรับลมอุ่นลงลำคอผ่านช่วงท้อง ลมปราณอสูรไหลวนคล้ายคลื่นนทีอันคลุ้มคลั่ง นั่นมิใช่สิ่งเลวร้ายอันใด เพียงแต่มันเองยังไม่ชินต่อการเปลี่ยนแปลง ภายในร่างมันยามนี้คล้ายถูกน้ำแข็งเย็นเยียบแผ่คลุมทั่วร่าง มีรสขมฝาด มันคล้ายทราบเดี้ยวนี้เองว่ารสขมนั้นเป็นเช่นไร ไฉนมารส่วนใหญ่ชมชอบกลืนกิน รสขมเมื่อแรกผ่านลิ้น ความขมนั้นพลันแล่นขึ้นสู่ศีรษะ เพียงชั่วสักพักกลับพบว่า รสขมเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความหวานละมุน อบอุ่นและนุ่มนวล
ร่างกายมันยามนี้คล้ายคนผู้หนึ่งกำลังกลืนกินของขมลงคอและพร้อมเสพรับรสหวานนุ่มลึกจากรสขมแล้ว
มันแม้หลับตาอยู่กลับสัมผัสได้ถึงเสียงหายใจของคนผู้หนึ่ง
เป็นคนผู้นี้ยืนอยู่เบื้องหน้ามันเมื่อใด ไม่ทราบได้ เพียวแต่แสงแดดเริ่มจัดขึ้น สภาพแวดล้อมย่อมแจ่มชัดขึ้นเป็นลำดับ ไม่ว่าเป็นสุ้มเสียงหรือกลิ่นกาย ตลอดจนเสียงของการหายใจ
“เป็นท่านยืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว?” มันมีแรงเพียงพูดจาแผวเบา
“…”
ไร้สุ้มเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงระบายลมหายใจ จากนั้นจึงประโยคหนึ่งตอบกลับ
“ข้าพเจ้าโล่งใจ ที่ผ่านมาเพียงคิดว่าท่านไม่อาจตื่นฟื้นขึ้นมาแล้ว เพียงรอเวลา…จักการกับร่างท่าน”
“ท่านเป็นสัปเหร่อ”
“หาไม่.. ข้าพเจ้าเพียงผ่านมา”
“อ่อ..ท่านผ่านมาเมื่อพบข้าพเจ้าจึงคิดอยากเป็นสัปเหร่อ”
“ฮา ฮา .. ข้าพเจ้าเพียงได้แต่คิดแต่มิอาจกระทำ” เสียงนั่นนุ่มนวลยิ่ง
“ท่านไฉนยังยืนอยู่เช่นนี้”
“ข้าพเจ้าสมควรถามท่าน .. ท่านไฉนยังคงนอนสงบอยู่ตรงนี้”
“ฮา ฮา” เสียงหัวร่อมันแห้งแล้งยิ่ง เรี่ยวแรงของมันยามนี้เพียงคิดหัวร่อก็เต็มกลืนแล้ว
“ข้าพเจ้าคิดนอนตรงนี้เสียหลายวัน”
“อ่อ.. ท่านคิดทำเช่นนั้นจริง”
“แม้ไม่คิดกระทำ แต่มิอาจไม่กระทำ”
“ไฉนเป็นเช่นนั้น??”
มันมิตอบออกไป มันเป็นคนเช่นนั้น มันยินยอมตายเพียงมิยอมเอ่ยปากคร่ำครวญ
“ท่านไม่คิดกล่าวต่อเราแล้ว” คนผู้นั้นกล่าวจบเพียงระบายลมหายใจหนึ่งหน
มันมิได้ตอบจริง มันเพียงคิดหลับเสียเล็กน้อย ไม่คิดรับรู้เรื่องใดแล้ว

ดวงอาทิตย์คล้อยขึ้นตั้งฉากกับพื้นโลก
อากาศรายรอบไร้ซึ่งความชื้นเย็นแล้ว มันหลับไปเนิ่นนานจริง ลมปราณภายในสงบราบเรียบแล้ว เพียงโคจรพลังอย่างเชื่องช้าเท่านั้น หากแต่แขนมันขามันยังคงเป็นเช่นเดิม ยังมิอาจเคลื่อนไหวได้ ยามนี้มันเริ่มครุ่นคิดต่อแล้ว สายตามันสอดส่ายไปมา เพียงพบเห็นคนผู้หนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้ามัน
“เป็นท่าน?”
“เป็นข้าพเจ้า”
“ท่านเป็นผู้ใดแน่”
“ข้าพเจ้าเป็นข้าพเจ้า ตอนนี้ยังไม่คิดเป็นผู้ใด”
“กวนตีน”
“อ่อ.. ตีนท่านขยับได้แล้ว??”
“ยัง..”
“อ่อ.. งั้นข้าพเจ้าค่อยวางใจ”
ครู่หนึ่งหลังจากสนทนากับคนผู้นี้ คล้ายมีลมอุ่นแล่นไปที่ปลายเท้า ฝ่าเท้าที่ชาด้านพลันกระดิกได้นิดหนึ่ง มันแย้มยิ้มขึ้น ในทางหนึ่งกล่าวออกไปว่า
“ท่านยังวางใจอยู่หรือไม่?”
“ข้าพเจ้ายังวางใจ”
“อ่อ.. ท่านยังวางใจ?”
“ข้าพเจ้าวางใจตัวข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่วางใจตีนท่าน”
“ฮาฮา.. ตีนข้าพเจ้าขยับได้แล้ว ท่านเพียงอย่างได้วางใจเชียว”
มันคล้ายมีเรี่ยวแรงหัวร่อมากขึ้น ดูไปจิตใจมันแจ่มใสขึ้นอาจเพราะคนผู้นี้ส่วนหนึ่ง
ที่ค่อยปลุกกระตุ้นจิตใจของมันส่วนหนึ่ง เป็นคล้ายสหายแรกที่พบเจอหลังจากเกิดใหม่
อาจเป็นได้ว่าที่กำเนิดเกิดใหม่มิใช่เป็นชีวิตผู้คนเพียงอย่างเดียว
อาจเป็นมิตรภาพส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตที่เกิดใหม่มีความหมาย
เสียงหัวร่อแหบพร่าแต่อบอุ่นยิ่ง

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –
ตอน(๑๐):กระบี่ที่ใช้การมิได้

ยามแรกเช้าพระอาทิตย์ทอแสงอ่อนโยนเสมอ
แลเพิ่มความอบอุ่นเป็นลำดับ ลำแสงเมื่อเล็ดลอดผ่านช่องว่างของตับหญ้าหลังคาศาลาไม้ คล้ายเป็นดวงดาวประกายตกลงไปที่ใบหน้าผู้คน

เป็นใบหน้าของเซียวเล้งยามต้องแสงอรุณแรก ดูแล้วกระจ่างบริสุทธิ์ สรรพสิ่งเมื่อแรกอรุณก็เป็นดุจเดียวกัน คือคล้ายเป็นสิ่งบริสุทธิ์โดยสิ้น คล้ายสามารถกำเนิดใหม่ขึ้นทุกวี่วัน

ตลอดเวลาที่เดินทางมานางเคี่ยวกรำตัวเองเกินไป เมื่อได้พักหลับไหลกลับคล้ายคนตาย เป็นคนตายที่ยังสามารถหายใจได้

ลมเย็นโชยผ่านหน้านางคล้ายเรียกร้องให้นางตื่นมาพบกับภาพของการกำเนิดเบื้องหน้า ดอกไม้ล้วนแข่งขันกันผลิบาน ใบไม้กิ่งก้านล้วนขยายร่างเติบใหญ่ แม้ไม่อาจเห็นได้ว่ามีการเคลื่อนไหวแต่แท้จริงแล้วธรรมชาติกลับเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเพียงแต่เชื่องช้าอย่างยิ่ง เบาบางอย่างยิ่ง เงียบงันอย่างลึกซึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามวิถีแห่งฟ้า
ชายชรามักชมชอบเดินเท้าเปล่าท่ามกลางเนินหญ้าสีเขียวสลับกับผิวดินนุ่มอุ่น บางครั้งท่านสามารสัมผัสได้ถึงเสียงหายใจของดิน เสียงเพลงอันไพเราะของดอกไม้ ผู้คนเมื่อพบเห็นชายชราผู้นี้แล้ว ยังมีผู้ใดยอมเชื่อว่าท่านเป็นมารเฒ่า อดีตประมุขพรรค์มารผู้พ้นแล้วซึ่งเรื่องราวในยุทธภพ…

“เป็นท่านผู้อาวุโสตื่นแต่เช้ายิ่ง” เซียวเล้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มใส เป็นนางหลุดพ้นจากห้วงความฝันแต่เมื่อใด
ชายชราแย้มรอยยิ้มรับคำทักทาย “ลองเจ้าแก่ชราบ้าง ก็จะเป็นอย่างเรา” กล่าวจบหัวร่อออกด้วยน้ำเสียงอบอุ่น แสงแดดยามเช้ายิ่งขับเน้นริ้วรอยบนใบหน้าให้เข้มลึกยิ่งขึ้น เป็นริ้วรอยของกาลเวลา
“ช่างน่าละอายยิ่ง … เป็นข้าพเจ้าหลับไปเนิ่นนานเพียงใด?”
“นั่นกลับไม่สำคัญ .. ตอนนี้เป็นว่าเจ้าตื่นแล้ว” ชายชราเอ่ย
เซียวเล้งรับคำ เหลียวมองสิ่งต่างๆรอบกาย เป็นนางตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลน แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ ตอนนี้นางกลับคิดเดินทางต่อแล้ว ชั่วครู่จึงยันกายขึ้น เตรียมลูกขึ้นก้าวเท้าออก ในใจยังคงครุ่นคิดเรื่องราวสืบต่อ “ไปที่ใดเล่า??” เป็นคำถามภายในใจแต่กลับมิอาจหาคำตอบได้ นางเพียงรู้ที่หมายแต่นางกลับไม่รู้หนทาง
“เด็กน้อย .. เจ้ากลับคิดเดินทางต่อแล้ว??” ชายชราเอ่ย น้ำเสียงแฝงความอบอุ่นในที
“เด็กน้อยรบกวนท่านผู้อาวุโสมากแล้ว .. สมควรเดินทางต่อเสียที”
กล่าวจบนางพลันลุกขึ้น ตลอดทั้งร่างความจริงคล้ายจะแตกสลายเป็นเสี่ยง เป็นผลจากการโหมร่างกายหนักจนเกินไป เพียงตอนที่เอ่ยวาจานางสีหน้ากลับคล้ายกลืนของขมลงท้อง สายตาเหลือบมองไปที่กระบี่สีดำสนิท ที่นอนนิ่งสงบภายใต้ศาลาเรือนน้อย
แสงสว่างย่อมทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆชัดเจนยิ่งขึ้น กระบี่ที่นอนนิ่งสนิทในศาลาก็เช่นกัน นางเมื่อพบเจอกระบี่นี้กลับลอบคิดในใจ “หรือนี่กลับเป็นกระบี่มารจริงๆ?” เพียงครุ่นคิดต่อ “ท่านผู้อาวุโสท่านนี้มีอันใดเกี่ยวข้องกับพรรค์มาร??” ในห้วงความคิดล้วนแล้วมีคำถาม
เป็นคำถามที่มากเกินไป…
“ดูเหมือนว่าเด็กน้อยให้ความสนใจสิ่งนี้ยิ่ง” ชายชราเอ่ยพลางก้าวเดินถึงกระบี่แล้ว มือหนึ่งยึดถือกระบี่ขึ้น พร้อมทรุดกายนั่งลงตรงพื้นเดิมที่กระบี่เคยนอนนิ่ง เซียวเล้งพยักหน้าคล้ายคิดมีสิ่งใดเอ่ยต่อ แต่กลับไม่กล้าเอ่ยออกมา
“เจ้าคิดถามก็ถาม ยังคงรีรออันใด?” ชายชราเอ่ย
“เด็กน้อยกลับไม่แน่ใจ??” ชั่วครู่จึงกล่าวต่อ “กระบี่นี้คล้ายเรียกว่ากระบี่ธาตุมาร.. เป็นมารโลหิตดำ”
ชายชรามีสีหน้าเรียบเฉย ลมโชยชายเสื้อท่านพลิ้ว ท่านเพียงระบายลมหายใจออก ก่อนเอ่ยวาจา
“อ่อ..นี่กลับเป็นกระบี่ เป็นกระบี่ที่ใช้การมิได้”
กล่าวจบพลันถอดกระบี่ออกจากฝัก เงาของกระบี่มันปราบ ความดำสนิทของมันนำพาให้หัวใจผู้คนจับแข็งเป็นก้อน เซียวเล้งนิ่งสงบเพียงยืนมองภาพเบื้องหน้า
ปง!!
เสียงปงๆ ดังต่อเนื่อง ลมหายใจเซียวเล้งขาดห้วง สิ่งที่นางพบเห็นกลับเป็นภาพชายชราใช้นิ้วมืองอดีดออก คมกระบี่ค่อยหักสิ้นทีละชิ้น ทีละชิ้น ในขณะเดียวกันนั้นท่านคล้ายระพึงเบาๆว่า
“ช่างเปราะบางสิ้นดี นี่เป็นกระบี่ที่ใช้การมิได้”
จนคมกระบี่สีดำล่วงหลนสิ้น ชายชราเงยหน้ามองไปยังเซียวเล้ง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เจ้าเล่า … ตอนนี้คล้ายเป็นเช่นกระบี่หรือไม่” … “เป็นกระบี่ที่เปราะบาง”
โดยไม่รู้ตัว ร่างของนางถึงกับทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ดวงตาทั้งสองคล้ายมีน้ำตาคลอหน่วย นางทราบโดยพลันตอนนี้นางเองคล้ายเป็นสายพิญที่ถูกขึงจนตึงเครียด พร้อมที่จะขาดสะบั้นได้ทุกเวลา หากแต่เวลานั้นจึงมาถึงเมื่อใด นางเองก็หาทราบได้ นางเพียงเค้นเสียงอันสั่นเครือกล่าวออกไปอย่างเชื่องช้า
“เด็กน้อยเปราะบางยิ่ง เด็กน้อยตอนนี้กลับใช้การไม่ได้จริง” ขณะกล่าวออกนั้นน้ำตาของนางล่วงหลนลงพื้นดินแล้ว
“ท่านผู้อาวุโสโปรดชี้แนะด้วย..” บัดนี้กำแพงอันแข็งแกร่งพังทลายลงสิ้น
ชายชรามองดูเด็กน้อยเบื้องหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนยิ่ง คล้ายกับทราบเรื่องราวทุกอย่างโดยสิ้น เซียวเล้งเองก็เช่นกัน ความเป็นมาของชายชรานั้นกลับไม่ต้องเอ่ยถามแล้ว เนื่องจากท่านมองเห็นทุกอย่างในตัวนางสิ้นแล้ว วาจาก่อนหน้านี้กลับคล้ายเป็นวาจาที่อาจารย์ผู้เป็นครุทางปัญญาสอนสั่งแลเตือนสติศิษย์
มารเฒ่ายืดกายตั้งตรงดุจปรายทวนโบราณ ก้าวเท้าออกอย่างเชื่องช้า สงบ มั่นคง ลมเย็นยังโชยพัดมาไม่หยุด แต่ร่างของท่านยังคงเดินผ่านสายลมได้อย่างมั่นคง เพียงเอ่ยออกมาเบาๆเพียงรับทราบได้สองคน
“เด็กน้อย… เจ้าใช่เคยใด้ยินเรื่องราวเรื่องหนึ่งหรือไม่ ” ชายชราพลันหยุดก้าวเดิน ใบหน้าสงบนิ่งสายตาทอดไปไกล
“ในโลกหล้านั้นมีโลหะอยู่ชนิดหนึ่ง เมื่อใดที่ถูกทำลายลงยังสามารถหลอมตีขึ้นใหม่ และแข็งแกร่งกว่าเก่าก่อน โลหะนั้นหาใช่กระบี่โลหิตดำไม่ โลหะนั้นหาใช่กระบี่โลหิตขาวไม่”
“กระบี่อาจเหมือนคนได้แต่คนมิอาจเหมือนกระบี่ กระบี่แหลมคมและพลิ้วไหว ผู้คนเล่าผู้คนแหลมคมเกินไปกลับสึกกร่อนโดยง่าย พลิ้วไหวเกินไปกลับสับสนวุ่นวาย ผู้คนจึงสมควรรักษาความพอดีโลหะที่ตีขึ้นมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น”

“โลหะนั้นย่อมเป็นสมาธิจิตใจอันสงบมั่นคง”
เซียวเล้งในตอนนี้รู้สึกหัวใจอบอุ่นสงบยิ่ง ชายชราเพียงเอ่ยความต่อไป
“หนทางข้างหน้าที่เจ้าต้องเดินทางไปนั้น หาใช่ที่ๆคนทั่วไปสมควรไป ทั้งลำบากยิ่ง อันตรายยิ่ง กระบี่อันเปราะบางเช่นนี้ไหนเลยเคี่ยวกรำเรื่องราวเบื้องหน้าได้”
กล่าวจบในมือของชายชราถือกระบี่เล่มหนึ่ง เป็นกระบี่ของนางนั่นเอง เซียวเล้งหาได้แปลกใจไม่ด้วยเพราะนางเองได้ล่วงรู้ความหมายทั้งมวลที่ชายชราต้องการบอกกล่าว นางเพียงรับฟังอย่างสงบ
“เด็กน้อยนับว่าโชคดีประการหนึ่ง เฒ่าชรากลับคล้ายเคยเป็นนักตีดาบสร้างกระบี่ กระบี่นี้หากได้ตีขึ้นใหม่นับว่ายังสามารถใช้งานได้สักระยะ”
ชายชราหยิบกระบี่วางลงบนพื้นศาลาพลางกล่าวต่อ
“เด็กน้อยเจ้าทราบหรือไม่ว่า การสร้างกระบี่ที่แข็งแกร่งนั้นแม้ความจริงยากเข็ญอยู่บ้าง แต่ที่ยากยิ่งเหนือกว่านั้นคือการเรียนรู้การใช้กระบี่”
เซียวเล้งก้มลงคารวะท่านผู้อาวุโสเบื้องหน้า กล่าวอย่างมั่นคง
“ได้แต่รบกวนท่านผู้อาวุโสสอนสั่งเด็กน้อยแล้ว”

ชายชราเพียงเหม่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเบื้องหน้า วันนี้ท้องฟ้าสดใสกระจ่างยิ่ง ด้วยเพราะฝนเมื่อค่ำคืนกลับพามวลเมฆลับหายสิ้น ในสายลมคล้ายมีเสียงชายชรากล่าวเบาๆไปกับสายลม

“เด็กน้อยเจ้าทราบหรือไม่ว่า … ที่ยากที่สุดกลับเป็นการละทิ้งกระบี่”

ลมโชยพัดตลอดเวลา

เดินทางตลอดเวลา

ทั้งหมดย่อมเป็นไปตามครรลองของฟ้า

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: