กระบี่ไร้ยางอาย ตอน ๕ : คนพเนจร
ประตูเมืองทิศตะวันออก
ผู้คนสัญจรมีมาก
บ้างค้าขาย-บ้างติดต่อแจ้งข่าว
บ้างยืนเฝ้าคอยผู้คนคืนเรือน
คนเฝ้าประตูได้แต่ยืนมอง
…
ประตูเมืองใช่มีเพียงคนเฝ้าประตู : บุรุษที่หนึ่งครุ่นคิด
ใบหน้ากร้านเกรียมจมูกคมรับเข้ากับคิ้วหนาเชิดขึ้น ขมวดตรงหว่างคิ้วเล็กน้อย ขอบตาลึกดวงตาเป็นประกาย บริเวณหางตาพบเจอริ้วรอยย้นตามสมควร ใบหน้ามันมีรอยแผลเป็นสามสี่แห่ง คล้ายถูกของมีคมเชือดเฉือนด้วยความเร็ว ด้วยเพราะแผลเหล่านั้นเล็กยิ่งแต่ลึกยิ่ง ทว่าถูกกลบหายด้วยรอยเปรอะเปื้อนของโคลนดิน
เมื่อยามฝนตกโชกหนัก จึงเห็นว่าเมื่อถูกชำระล้างแล้ว มันเป็นบุรุษผู้มีใบหน้าคมเข้มผู้หนึ่ง แต่มันก็หานำพาไม่ ใบหน้าของมันในบางครั้งคล้ายกับสามารถลอกออกมาได้อีกหนึ่งชั้น ด้วยเพราะโคลนที่พอกไล้ใบหน้าของมันนั้น เมื่อผสมปนเข้ากับฝุ่นดินที่คละคลุ้งด้วยเพราะคนสัญจรไปมา เป็นเช่นดั่งหน้ากากโคลนบางๆหนึ่งชั้น
เสื้อผ้าอาภรณ์คล้ายไม่เป็นชิ้นเป็นกัน กล่าวไปคล้ายเป็นผ้าฝ้ายหลายชิ้นเย็บติดรวมเป็นผืนเดียว ผูกมัดรัดรอบกายด้วยด้วยเชือกฟางเส้นเท่าข้อนิ้ว เกรอะไปด้วยคราบดินและไขมันสัตว์ ผู้รัดเพียงหลวมๆไม่แน่หนาแต่อย่าใด ในบางครั้งครามันเดินเหินด้วยอาการติดขัดด้วยเพราะผ้าที่มันใช้พันรัดรอบกายนั้นหลุดล่วงลงกองกับพื้น แต่มันก็หาได้ใส่ใจ เพียงหยิบชิ้นผ้าขึ้นมาพาดใส่เนื้อตัว เดินเหินไปมาไม่นำพาสายตาผู้คน
เบื้องหลังมันมีถุงผ้าใบหนึ่ง ใช้เก็บสิ่งของสองสามชิ้น เป็นกล่องไม่เก่าแก่ชิ้นหนึ่ง ภายในนั้นไม่มีใครทราบได้ว่าซุกซ้อนสิ่งของอันใดไว้ ไม่เคยมีผู้ใดคิดถามไถ่สอดรู้อยากเห็น ด้วยเพราะกลิ่นไอเนื้อตัวมันนั้นฉุนเฉียวเปรี้ยวใจเหลือต้านทาน สำหรับผู้คนธรรมดาสามัญไฉนปล่อยเนื้อตัวให้เหม็นคละคลุ้งปานนี้
มันเป็นผู้ใด? บุรุษที่หนึ่งครุ่นคิดหันไปมองหน้าบุรุษที่สอง อาการที่แสดงออกทางใบหน้า เชิงถามไถ่
มันนั่งอยู่เป็นประจำตรงนั้น : บุรุษที่สองไคร่ครวญ
มันมีที่ทางประจำตรงนั้น ตรงถัดจากประตูเมืองไปทางด้านขวา มีคอกม้าเล็กๆหน้า ‘โรงเตี๊ยมกระจ่างจันทร์’ บริเวณสังสรรค์ของผู้คนมีกันจะกินแลเกือบจะไม่มีกิน ผู้คนมักเหลียวมองมันเสมอเมือเดินเข้าออก มีไม่น้อยที่โยนชิ้นอาหารเศษเงินให้กับมัน เพียงหวังว่าจะเห็นมันให้ความค้อมคารวะ ในความเอื้ออารีต่อผู้คน
เปล่าเลย… มันกลับไม่สนใจใยดี เพียงใช้มือเท้ากวาดเศษเงินทองข้าวของประดามีทิ้งไปข้างๆเสียหมด ล้มตัวลงนอนไม่อนาทรร้อนใจ กรอกลูกตาไปมาเหมือนในใจนึกรำคาญผู้คนที่มักโยนข้าวของเกะกะที่นอนของมัน หัวของมันวางลงบนต้นแข็นอันอัดแน่นด้วยกล้ามเนื้อ สุนัขข้างทางบางครั้งอาศัยมันผู้นี้เป็นแห่งหนในการอิงแอบหาไออุ่น รุ่งเช้ามันตื่นขึ้นมาเพียงผลักไสด้วยปลายเท้าหนึ่งขวับ
ที่นอนของมันบางครั้งเป็นพื้นราบเรียบ สามารถเหยียดยาวได้เต็มตัว บางครั้งเป็นมุมผนังซอกกำแพงเมืองอันชื้นแฉะเพียงมันสามารถแหมะแทรกกายได้ นั่นนับเรียกได้ว่าเป็นที่นอน
ต่อแสงแดดกลางวัน มันคิดนึกอยากร้อนก็ร้อน คิดหนาวก็หนาว เมื่อฝนตกเพียงเดินหลบเข้าหาชายคาเรือนใกล้เคียง คิดอยากล้มนอนก็นอนแม้จะเป็นเวลากลางวันก็ตามที หากแต่ยามค่ำคืนมันกลับนั่งพิงหลังเข้าหากำแพงเมือง นิ่งสงบแหงนมองฟากฟ้า
ราตรีที่แสงดาวพราวระยับมันจ้องมองระยิบแสงเหล่านั้นด้วยอาการสงบ สีหน้าคล้ายครุ่นคิด วางมือพาดกวาดไปมาราวกับกำลังรังสรรค์จิตนากรรมท่ามกลางอากาศธาตุ
ยาวนานตราบถึงรุ่งอรุณ ราวกับว่ากำลังค้นหาความเร้นลับบางประการจากความมืดมิดในเวิ้งฟ้า
เคหะสถานของมันคล้ายยิ่งใหญ่เทียมโลกหล้า เอาพสุธาเป็นพื้นนั่งโรงนอน ท้องฟ้าคล้ายหลังคาห่มคลุม อุ่นไอราตรีด้วยสุนัขจรจัดสามสีตัว ใบหน้ามันเรียบเฉยไม่อาจแยกแยะได้ว่าขณะนั้นมันสุขมันทุกข์หรือรื่นเริงใจ
มันกินอะไร? ผักหญ้าตามรายทางคืออาหาร ได้เศษข้าวในจานเครื่องเซ่นบูชา มันมิได้แย่งชิงของกินกับผู้คน แต่มันกลับแย่งชิงเครื่องเซ่นไหว้จากเทพเทวาตามศาลเจ้า แต่ก็ไม่มีผู้ได้เอาความ คนเหล่านั้นเพียงสวดส่งให้เทพยดาลงทัณฑ์มันด้วยตัวท่านเอง ด้วยเพราะไม่อยากลดตัวลงมามีปากเสียงกับมัน
ผ่านไปสองอาทิตย์ เทพเทวายังปราณีมันอยู่? บุรุษที่สองหันหน้าไปหาบุรุษที่สาม คล้ายต้องการความเห็น
มันมาถึงเมืองนี้ได้เพียงสองอาทิตย์ : บุรุษที่สามไตร่ตรอง
ตลอดทั้งวันหากแยกแยะช่วงเวลาที่มันกระทำเรื่องราว เช้าบางครั้งตื่นนอน บางครั้งหลับไหลคล้ายซากศพ เมื่อตื่นขึ้นมาแลมองซ้ายขวา จากนั้นยกมือทั้งสองข้าง เพียงบิดร่างกายไปมา เสียงกระดุกลั่นเป็นช่วงๆ จากนั้นถือถุงผ้าเก่าๆใบนั้นเดินไปเดินมา ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเดินไปยังแห่งหนใด ไปเมื่อใด กลับมายังตรงที่แห่งเดิมเมื่อใด
‘ไม่มี’ บุรุษที่สองแสดงความเห็น ‘ไม่อาจคาดเดา’ บุรุษที่หนึ่งส่งเสริม ความเห็นแรก
‘ไม่น่าไว้วางใจ’ บุรุษที่สามสรุป สีหน้ามันเคร่งเครียด
ความได้ว่าผู้คนที่กระทำตัวเช่นนี้เป็นผู้คนที่น่ากลัวที่สุด มันจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อใด ไม่มีใครล่วงรู้หมายกำหนดล่วงหน้า
“มันอาจเป็นมือสังหาร” บุรุษที่สองออกความเห็น
“ไฉนท่านคิดว่ามันเป็นมือสังหาร?แล้วมันคิดสังหารผู้ใด?” บุรุษที่สามฉงนสงสัย
“โรงเตี๊ยมกระจ่างจันทร์ มีผู้คนเข้าออกมากมาย ส่วนใหญ่แล้วเป็นผู้มีอำนาจในทางการค้า เรื่องผลประโยชน์มากมายมักพูดจากันในสถานที่แห่งนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันทำทีเป็นคนบ้าใบ้ แทรกตัวเขามาในเมืองเพื่อลอบสังหารใครบางคน”
“มันอาจเป็นเพียงคนยากไร้คนหนึ่งก็เป็นได้?”
“มันกลับไม่สนใจเงินทองที่ผู้คนยื่นให้ ผู้คนทั่วไปไฉนชืดชาต่อทรัพย์สินเงินทอง”
“มีเหตุผล เป็นข้าพเจ้าไฉนเลยไม่รับเศษเงินเศษทองเหล่านั้น”
“นั่นเพราะมันมีเงินทองก้อนหนึ่งรอมันอยู่”
“อืมม์-มันคิดสังหารผู้ใดกันนะ?”
บุรุษที่สองออกความเห็นคล้ายกับได้พิจารณาท่าทีของคนผู้นี้อย่างถ้วนถี่ “ผลประโยชน์ ผลประโยชน์เท่านั้นที่ทำให้ผู้คนคิดสังหารกัน” มันกล่าวตบท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทอดหายใจอาลัยโลกหล้า
“มีความเป็นไปได้-ท่านเล่าคิดเห็นประการใด?” บุรุษที่สามเหลียวมองบุรุษที่หนึ่ง
“ข้าพเจ้าว่ามันกลับเป็น ‘สายลับของทางราชการ’ ลักลอบเข้ามาสืบข่าว”
“ข่าวคราอันใด?”
“การทุจริต ฮั๊วประมูลโครงการ ธุระกิจการค้าไฉนเจรจาในที่ลับ”
“อ่า-มีเหตุผล” มันหยุดครุ่นคิดเล็กน้อย “ไฉนต้องปลอมแปลงถึงเพียงนั้น” มันตั้งคำถามเพื่อความแน่ใจ
“อืมม์- นั่นสิ”
บุรุษที่หนึ่งคิดเนิ่นนาน มันนึกไม่ออกว่ายังมีอยู่อีกหรือไม่ในเวลานี้ ที่คนจากทางการจะปลอมตัวลงมา ดูความเป็นอยู่ของผู้คน เหมือนสมัยเฉียนหลงฮ่องเต้ที่ทรงชอบปลอมแปลงเป็นสามัญชนออกมานอกกำแพงวัง เพื่อตรวจดูความเป็นอยู่ของผู้คน
“หรือมันอาจเป็น..สมณะผู้บรรลุธรรม” บุรุษที่หนึ่งกล่าวออกสีหน้ามันมั่นใจยิ่ง
บุรุษที่สามหลังจากที่มันไตร่ตรองดูแล้ว รู้สึกเหน็ดเหนื่อยใจอย่างบอกไมถูกเพียงกล่าวออกไปว่า..
“จับตาดูมันสืบไปอีกระยะ”
น้ำเสียงมันคล้ายออกคำสั่ง
มันหายไปแล้ว : บุรุษที่สามคิดอยากดื่มสุราให้เมามาย
สามวันต่อมา สิ่งที่ควรอยู่ตรงนั้นกลับไม่อยู่แล้ว บุรุษผู้นั้นหายไป ข้าวของข้างกายมันนั้นก็พลันหายไปด้วย บุรุษที่หนึ่งบอกกล่าวถึงสิ่งเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้บุรุษที่สามรับทราบ
“มันหายไปจริงๆ” บุรุษที่สามครุ่นคิด “เจ้าใช่เฝ้าดูมันตลอดเวลาหรือไม่”
“อย่างน้อยที่สุดตอนข้าพเจ้าถ่ายหนัก นอกนั้นข้าพเจ้ามิปล่อยให้มันคลาดสายตา”
“แล้วปลดเบาเจ้าเล่า?”
บุรุษที่หนึ่งไม่ตอบ คล้ายเป็นความลับประการหนึ่ง บุรุษที่สามระบายลมหายใจออกคล้ายชีวิตมันได้คลี่คลายเรื่องราวบางประการ มันมองออกไป
“เถ้าแก่หลง สุราที่ข้าพเจ้าวานฝากฝังท่านไว้เมื่อคราวก่อน ข้าพเจ้าคิดดื่มกินให้เมามาย” บุรุษที่สามเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง เหมือนผู้คนเพิ่งเสร็จสิ้นภาระกิจบางประการ
บุรุษที่หนึ่งหันขวับ เสมองมาที่บุรุษที่สาม “สิ่งของแลกเปลี่ยนคราวก่อนยังคงเหลืออยู่งั้นรึ?” มันเค้นถามบุรุษที่สาม “ที่แท้ท่านยังมีแอบซุกซ้อน”
“ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์นี่ช่างร้ายกาจ” มันยิ้ม-ส่งสายตากรุ่มกริ่ม “ร้ายกาจได้ประเสริฐ”
“นั่นเป็นส่วนของข้า เจ้ามีอันใดข้องเกี่ยว” บุรุษที่สามยิ้มเย้ยบุรุษที่หนึ่งค้อนขวับ
บุรุษที่สองวิ่งหน้าตื่นออกมาจากหลังร้าน สีหน้ามันไม่สู้ดีนัก มือไม้ชี้ให้บุรุษที่หนึ่งและสองเข้าไปดูเรื่องราวประการหนึ่ง
“หายไป”
“อันใดหายไป?” บุรุษที่สามสงสัย
“สุรา” บุรุษที่สองกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“สุราของข้าพเจ้า” บุรุษที่สามน้ำเสียงหงุดหงิด
“ทั้งหมด”
“ของข้าพเจ้าด้วยงั้นรึ?” บุรุษที่หนึ่งโพล่งขึ้นมาใบหน้าถอดสี
“ของเจ้ามีด้วยงั้นรึ?” บุรุษที่สองหันขวับ สายตาเพ่งมองมาที่บุรุษที่หนึ่ง
“อ่อ- ข้าพเจ้าคล้ายนึกได้ว่าไม่มี” มันตอบพร้อมกวาดสายตามองไปรอบๆบริเวณโรงเก็บของของโรงเตี๊ยม
พบเจอกล่องไม้กล่องหนึ่ง เป็นกล่องไม้เก่าคร่ำครา เนื้อไม้สีสันซีดจางจนไม่อาจพบเห็นลวดลายที่เขียนไว้แต่เดิม บุรุษที่หนึ่งหยิบกล่องไม้นั้นขึ้นมา มันทั้งสามคล้ายเข้าใจเรื่องราวต่างๆกระจ่างชัดเจน
“มันอาจเป็นเพียงคนพเนจร” บุรุษที่สองกล่าวออก น้ำเสียงหมดอาลัยในชีวิต
“ซินแสเกาท่านเห็นว่าเป็นเช่นไร?” บุรุษที่หนึ่งเอ่ยถามบุรุษที่สาม
“ข้าพเจ้าบอกแล้ว-ว่ามันไม่น่าไว้วางใจ” บุรุษที่สามเอ่ยความขณะที่มือหนึ่งตบไหล่บุรุษที่สองเพียงแผ่วเบา
- – -
กล่องไม้ร่วงหล่นลงพื้น คงเหลือเพียงความว่างเปล่าภายใน
บุรุษที่สามรู้สึกปวดแปลบที่ท้องน้อย ขนลุกชูชัน
มันรู้สึกอยากปลดเบา
เพียงเจ็บใจที่ไหสุราของมันหาได้อยู่ตรงที่เดิม
- จบตอน -